Sefiroth Tire

posted on 10 Apr 2014 22:34 by loveyanisa
ข้อมูลลูกชายลับๆ #มั่ย
 
 
ชื่อ : เซฟิรอธ ไทร์  (เวลาพูดต้องเอานามสกุลมาก่อนเพื่อความปุอิ๊งๆนะครัช #...)

ชื่อภาษาปะกิด : Sefiroth Tire

อายุ : 20 ปี
 
เพศ : ชาย
 
วันเกิด :
 
สีตา : ฟ้าม่วง
 
สีผม : ชมพูซีดปลายเหลือบโอลด์โรส(นิด...นิด)
 
กรุ๊ปเลือด :
 
ส่วนสูง : 190 ซม.
 
น้ำหนัก : 70 กก.
 
ลักษณะเด่น : ตัวสูง สีหัว(....)
 
สัญชาติ : สวิส
 
ประวัติ :
          ต้นตระกูลอยู่แถวๆเอเชีย แต่ย้ายมาอยู่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อหลายชั่วอายุคนที่แล้ว เลยเป็นลูกโคตรเสี้ยวฝั่งเอเชีย(หรือจะเรียกว่าแทบไม่มีเลือดเอเชียแล้วก็ไม่ผิด..) ความสามารถพิเศษที่ดันติดมาตั้งแต่เกิดอย่างนึงคือ สัมผัสที่หก 
          เป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน เติบโตและอยู่กับพ่อ-แม่มาตลอด จนเมื่ออายุได้ 14 ปีพ่อกับแม่ก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่ หลังจากนั้นก็อยู่มาอย่างพอมีพอกินบางทีก็ทุลักทุเลถูๆไถๆไป
          เมื่ออายุ 17 ปี ขณะออกไปนอกเมืองได้ตามวิญญาณแถวนั้นไปจนเจอกับเฟลอร์ เด็กผู้หญิงที่กำลังบาดเจ็บจึงช่วยส่งไปที่โรงพยาบาลและพบว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นสูญเสียความทรงจำจากอุบัติเหตุที่เกิด.. หลังจากนั้นจึงตัดสินใจรับมาอยู่ด้วยและคอยเลี้ยงดูเหมือนเป็นน้องสาวและลูกสาว(....)
          วันนึงก็ได้ตัดสินใจย้ายบ้านจากสวิสมาอยู่ในที่อยู่ปัจจุบัน และพยายามหางานทำหลายๆอย่าง
 
สิ่งที่ชอบ : เครื่องประดับหรือเสื้อผ้าแนวชิลๆ เท่ๆ ร็อคๆ ,เด็ก ,อาหาร-ขนมทุกประเภทที่กินได้และอร่อย
 
สิ่งที่ไม่ชอบ : เวลามีวิญญาณผู้หญิงอยู่ด้วยตอนอาบน้ำหรือวิญญาณอะไรก็แล้วแต่ในช่วงส่วนตัว
 
สิ่งที่กลัว : เด็กเกลียด ,ลูกสาว(?)เกลียด ,น้ำตาลหมดครัว
 
ความสามารถพิเศษ : สัมผัสที่หก ,นอนน้อย ,ทำงานได้ตลอดวันโดยไม่หลับ ,เอาใจเด็ก
 
งานอดิเรก : ให้อาหารสัตว์ ,เล่นกับเด็ก ,ช่วยวิญญาณผีสางให้ไปเกิดๆ ,ช่วยคนที่เดือดร้อนเพราะเรื่องผีๆ
 
นิสัย :
 
-เอื่อยเฉื่อยแฉะ มึนๆเบลอๆเหมือนจะหลับหรือไม่ก็เพิ่งตื่น แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ง่วง
-ชิลแตก..
-แต่คิดเร็วและวางแผนค่อนข้างเก่ง
-ใจดี และรักเด็ก
-มักจะคิดว่าคนอื่นอายุน้อยกว่าตัวเอง
-ชอบทำตัวเหมือนคนแก่ๆ
-ชอบดูแล ค่อนข้างเอาใจใส่ แต่ไม่ค่อยเก็บรายละเอียด ไม่ถนัดเป็นฝ่ายขัดใจใครมากๆ
-จริงจังและรวดเร็วกับเรื่องสำคัญๆ
-ถ้าไม่ชอบอะไรมักจะอ้อมๆพูดค่อยๆพูดไม่ค่อยโผงผาง
-แสดงออกเหมือนจะขี้เกรงใจ
 
ข้อมูลเพิ่มเติม :
 
-เพราะเห็นผีตลอดเวลา บางทีเลยเดินหลบทางโล่งๆจนคนอื่นแปลกใจ
-ใครเรียกก็หันทั้งนั้น เลยมักจะเห็นหันไปนู่นนี่บ่อยๆ
-ปกติในที่สาธารณะไม่ค่อยคุยกับสิ่งแบบนั้นเท่าไหร่ แต่เวลาอยู่คนเดียวก็คุยได้กับทุกอย่าง(?)
-เหมือนไม่ค่อยมีเวลาส่วนตัว เลยแปะยันต์ลงของ(?)ไว้รอบๆบ้านให้น้อยลงบ้าง แต่ก็ยังไม่ค่อยจะได้นอนเพราะเรียกกันบ่อยเหลือเกินนะ..
-ร่างกายเลยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทำงานได้ทั้งวันแม้จะนอนน้อย
-ทำงานพิเศษมาสารพัดที่ และที่นึงที่ค่อนข้างถูกใจคือใส่ชุดมาสคอตในสวนสนุก เพราะเด็กๆเพียบเลย #...
-เจาะหูข้างซ้ายสองรู ข้างขวารูนึง
-ใส่แหวนเงินนิ้วกลางข้างซ้าย นิ้วชี้นิ้วนางข้างขวา ซะส่วนมาก บางทีก็สลับๆไปมา แต่มักจะใส่สามวง
-ห้อยสร้อยคอป้ายสีเงินหลังป้ายเขียนชื่อตระกูลไว้ตลอด
 
 

[K] Valentine Event

posted on 06 Apr 2014 22:58 by loveyanisa
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมู♥
 
 
 
 
 


-----------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
หากอ่านจากบล็อคพี่มิ้วมา สามารถทำให้ต่อกัน(?)โดยเริ่มจากเส้นแรกถัดจาดคำบรรยายล้วนได้นะก๊ะ! (ถัดจากส่วน warning ทั้งหมด ล่ะก๊าา <3) เลื่อนๆผ่านไปซักนิดก็จะเจอล่ะ X3
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------

*เอนทรี่นี้มีเนื้อหาและตัวหนังสือเยอะมาก แถมไม่มีรูปซักนิด ใครขี้เกียจอ่านก็กดปิดไปนะก๊ะ ไม่ก็เลื่อนล่างสุดไปเลย ! เย่*

**และ ! มัน กาก มาก เย่วววว !**

 

FANFIC? VALENTINE EVENT

         

 

 

 

          ณ คืนวันพิเศษวันหนึ่งท่ามกลางฤดูหนาวของประเทศญี่ปุ่น... คืนวาเลนไทน์ วันที่ถูกขนานนามว่า ‘วันแห่งความรัก’ วันที่คู่รักจะแสดงความรักของพวกเขาแก่กันโดยให้ดอกไม้ ขนม ลูกกวาด หรือส่งการ์ดอวยพรกัน หรือบ้างก็ว่าเป็นวันที่เหล่าหญิงสาว(และหลายๆครั้งก็มีชายหนุ่ม..)ล้วนสารภาพความในใจ แสดงความรักต่อคนที่ชอบ ฟังดูแล้วมันก็คือวันที่สุดแสนจะโรแมนติกวันนึงนี่เอง

 

          แต่หากมีเวลาว่างมากพอที่จะเปิดกูเกิ้ลและหาถึงข้อเท็จจริงแห่งประวัติศาสตร์ของวันที่สิบสี่กุมภานี้ ...ซึ่งหาได้มีส่วนใดที่โรแมนติกไม่ หรือถ้ามีก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ที่ไม่อาจเชื่อมโยงกับวันแห่งความรักนี้ได้อย่างสนิทใจ..

 

          ทั้งนี้ทั้งนั้น...นั่นก็เป็นแค่เพียงอารัมภบท ไม่ว่ามันจะเป็นวันแห่งความรักที่หวานเพียงใด หรือประวัติศาสตร์จะดราม่าน้ำตากระจายแค่ไหน ก็ไม่ได้มีสิ่งใดเกี่ยวเนื่องอะไรกับ ‘เธอ’ ผู้ซึ่งมีความสุขอิ่มเอมกับการอยู่ท่ามกลางสายลมในฤดูหนาว และ ‘เขา’ ที่แค่นึกอยากจะมาดูดาวในวันที่ฟ้าปลอดโปร่ง

 

          ‘ไซกะ โทโมฮารุ’ กับ ‘โทคุอิ ไซคิ’

 

          ไม่อาจทราบได้ว่าเพราะพรหมลิขิต หรือใครสั่งมา ที่ทั้งคู่ ต้องมาอยู่ ณ สถานที่แห่งเดียวกัน วันเวลาเดียวกัน และ เป็น‘เพื่อนสนิท’ กัน

 

            “เย็นแฮะ เย็น...”  เสียงพึมพำงึมงำจากปากชายหนุ่มผู้หนึ่ง ท่ามกลางความมืดมิดที่ทำให้ทัศนวิสัยด้านหน้าเลือนลาง นัยน์ตาสีทองที่ควรจับจ้องเส้นทางที่กำลังก้าวเดินกลับมองอยู่สิ่งที่เหนือขึ้นไป...ท้องฟ้า

 

          อีกด้านนึงไม่ห่างออกไปหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีทองสว่างที่กำลังเดินเอื่อยๆรับลมหนาวที่ทวีความเย็นขึ้นเรื่อยๆจนต้องก้มหน้าซุกกับผ้าพันคอสีโปรดจนใบหน้าแทบจะมิดลงไปกับผืนผ้า แต่แล้วในสายลมที่เธอสัมผัสได้ก็มีสิ่งแปลกปลอมที่ต่างจากเมื่อครู่  ...กลิ่น... จะว่าเธอจมูกดีหรือเป็นเซ้นส์อะไรก็ตาม เธอมั่นใจว่าต้องมีบางอย่างอยู่ข้างหน้า บางอย่างที่ค่อนข้างคุ้นเคย

 

          ฝ่ายหนึ่งก็มัวแต่ชื่นชมแต่สิ่งที่อยู่สูงและไกลออกไป อีกฝ่ายก็มัวแต่พยายามนึกถึงความคุ้นเคยในกลิ่นนั่น เรียกว่าเดินไม่มองทางทั้งคู่.. และบทสรุปของการละเลยการเป็นผู้เดินที่ดีนั้น

 

          “เอ่อะะ”  

 

          “เฮ้ยยย”

 

          ก็ไม่ได้เจ็บปวดและแย่อะไรมากมาย นอกซะจาก เดินชนกันเอง....ผลที่รับตามมาก็เพียงแค่ต่างฝ่ายต่างเสียหลักเซไปเล็กน้อย เพราะรีแอคชั่นก็ไม่ได้รุนแรงขนาดต้องล้มโครมโอเว่อร์แบบละครอะไร...

 

          “...ดวงนั้นไปไหนแล้ววะ”  ในขณะที่คนตัวสูงเหมือนจะไม่เลิกให้ความสนใจทั้งหมดไปกับการมองท้องฟ้าและกลุ่มดาว อีกคนที่ตัวเล็กกว่ากลับให้ความสนใจไปข้างหน้า และแอบสบถด่าคนที่ชนตัวเองไปแล้วในใจ

 

          “…ไซคิ ? ”  เสียงสูงเอ่ยชื่อคนตรงหน้าอย่างไม่มั่นใจ

 

          “ เอ้อลืม.. โทษทีๆ...อ้าว...?....”  ส่วนอีกฝ่ายที่เพิ่งระลึกได้ว่าควรละสายตาจากท้องฟ้าลงมาขอโทษ ทีตอนแรกก็แค่จะขอโทษปัดๆแล้วดูดาวต่อ แต่พอเห็นว่าเป็นคนรู้จัก ก็ละความสนใจในกลุ่มดาวลง..

 

          “เดินเหม่ออะไรของนายมา...”  เพื่อนสาวเอ่ยถามกับคนที่ดูเหมือนจะเพิ่งมองเห็นตนเอง

 

          "โทโมะ?  ไม่ได้เหม่อนะเออว์......แค่ไม่คิดว่าจะมีใครมาเดินย้วยๆอยู่แถวนี้อ่ะนะ” เสียงทุ้มทวนชื่อเล่นอีกคนแบบเบลอๆ ก็จะปฎิเสธที่ฟังดูเหมือนคำแก้ตัว และแถมท้ายไปด้วยคำจิกเล็กๆพอเป็นไมตรี  

 

          “นายสิย้วย เดินย้วยไม่มองทางอีกตะหาก โด่ว” 

 

          “ฉันไม่ได้ย้วย... ก็แถวนี้มีคนซะที่ไหนกันเล่า ปัดโธ่วว”  ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาทีนึงแล้วหันซ้ายหันขวาเหลียวมองไปรอบๆพบเพียงความมืดมิด ไร้ซึ่งผู้คน  “....เออ...ไม่มีเลยแฮะ...”  แล้วก็เป็นอีกครั้งที่เพิ่งระลึกได้อย่างดีเลย์ๆว่าที่แห่งนี้ช่างเงียบและสงบ...เกินไป จนผิดสังเกตุ  

 

          “ฉันนี่ไงคน”

 

          “ไม่ใช่...เธอเป็นไก่....”

 

          “..จะไม่จบใช่มั้ยคะคุณขันน้ำ”

 

          “ขันน้ำไม่เก่ง ไม่เทพ และไม่หล่อแบบฉัน ฮรึ”

 

          “ ขันน้ำมื๊ดมืดด้วย..อืม...”

 

          “ฉันไม่ใช่ขันน้ำ”  บทสนทนาที่ไม่น่ายกมาเป็นประเด็นของคนที่เรียกได้ว่า โตๆกันแล้ว ถูกดึงออกมาใช้ และดูท่าว่าจะไม่รู้จบ ถ้าอีกคนไม่ตัดบท(หรือจะเรียกว่าเติมเชื้อไฟก็คงไม่ผิด...)ด้วยการหยิบหนังสือเล่มบางที่พกติดตัวมาด้วยตีเบาๆไปที่หัวของเพื่อนตัวเล็ก

 

          “อุ่กก .. แล้วดึกๆดื่นๆมาเดินทำอะไรแถวนี้ เอ๊ะ..หรือว่าจะมาลอยน้ำ”  ผิดคาด..สาวเจ้ากลับไม่ได้วีนกลับมาทันที แต่ใช้ประโยคคำถามที่บวกการแขวะเข้าไปแทน

 

          “เดินดูดาวเล่นๆ....แต่ฉันสิควรจะต้องถามเธอ.... แล้วลอยน้ำนั่นมันคืออัลไล...”

 

          “ก็ก็ก็ไม่รู้สินะ … โฮ่..อารมณ์สุนทรีย์ดีเนอะ ฉันมาตากลมเล่นเย็นสบายดี”  พูดไปก็กระตุกยิ้มไปด้วยความสะใจที่แอบด่าได้สำเร็จ แถมด้วยการโกหกความรู้สึกไปว่าเย็น ทั้งๆที่จริงควรจะใช้คำว่าหนาวเลยน่าจะเป็นการถูกต้องกว่า

 

         “...เย็นสบาย?....สบาย?”  

 

         “สบาย..สบายของฉันละกัน” แม้อีกคนจะจับได้ว่าตัวเองไม่ได้แค่เย็นสบาย แต่ด้วยนิสัยก็ยังติดฟอร์มว่าสบายอยู่ไปแบบนั้น ถึงการแต่งตัวจะขัดกันแบบเต็มที่เลยก็เถอะ..

 

“....เธอนี่....ประหลาดดีเนาะ...เป็นไก่ที่ประหลาดมาก”

 

“ไม่เท่านายหรอก ขันน้ำที่กำลังวิ้งวับแข่งกับดาวน่ะ”

 

“จะบอกว่ารัศมีความเก่งและหล่อมากของฉันมันวิ้งมากสินะ...แหม่ ขอบใจส์”  หากคนทั่วไปได้ยินคงไม่เข้าใจว่า ขันน้ำ กับ ไก่(ย้วย..) มันมีความเกี่ยวข้องกันตรงไหน แถมยังเป็นคำที่ดูไม่น่ามาใช้แทนฉายา แต่แน่นอนว่าคนตั้งย่อมเข้าใจกันดี

 

“...... ไปวิ้งในน้ำนู่นไป๊”  เริ่มการโต้เถียงแบบเด็กอายุนับขวบ แล้วฝ่ายไก่โทโมฮารุก็พยายามจะเอาชนะด้วยการผลัก..

 

“เฮ้— ยัยเพี้ยนนี่”  น่าเสียดายที่แรงของผู้หญิงที่ไม่ได้ออกแรงเต็มที่ยังไม่สามารถทำให้ผู้ชายซักคนตกแม่น้ำที่อยู่ข้างๆทางได้ ไซคิหันขวับมามองเพื่อนสาวที่ยืนลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่ชี้เหมือนตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ได้ทำอะไร และใบหน้าไม่รู้เรื่องนั่นทำให้อีกคนเกิดความหมันไส้เดินก้าวฉับๆเข้าไปหวังจะดีดหน้าผากซักเพียะ แต่สาวเจ้าโดนมาหลายครั้งจึงพอรู้แนวรีบหลบแล้วเดินหนีไปตามทาง

 

“หยุดเลยนะยัยย้วยยย ถ้าลื่นตกลงน้ำจะหัวเราะให้” แต่อีกคนก็หาได้สนใจไม่ก็คงเดินไปเรื่อยๆโดยไม่หันกลับมามอง พร้อมหัวเราะฮึๆไปด้วย

 

การจะไม่เอาคืนกับเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ไม่ใช่วิสัยของเขา ชายหนุ่มก้าวฉับๆตามๆไป เพื่อเล็งหาโอกาสที่ แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่เป็นประกายอ่อนๆท่ามกลางแม่น้ำที่มืดสนิท “....หืม...”

 

          คนที่อยู่ด้วยกันก็เห็นเช่นเดียวกัน ดวงตาสีฟ้าใสหรี่มองอย่างพินิจพิเคราะห์ แต่ด้วยความมืดทำให้ไม่อาจเห็นบางสิ่งบางอย่างนั้นได้อย่างชัดเจน

 

          ความอยากรู้อยากเห็นของวัยรุ่นมีมากเสมอ...โทโมฮารุพยายมใช้พลังพิเศษของตน ควบคุมลมให้พัดสิ่งของนั้นเข้ามาใกล้ฝั่งเพื่อที่จะหยิบดู แต่อาจจะเพราะยังไม่ชำนาญเท่าใดนัก จึงทำให้สิ่งนันยิ่งลอยห่างออกไปไกล

 

          ด้านอีกคนที่สงสัยไม่แพ้กันกำลังล้วงๆคลำๆหาอุปกรณ์สื่อสารเพื่อหวังจะใช้ประโยชน์จากแสงไฟหน้าจอเพื่อส่องดู พอเจอของที่ต้องการจึงหยิบออกมาเปิดไฟส่องดู เห็นคุณเพื่อนท่าทางตั้งใจมากกับการควบคุมพลังแบบเก้ๆกังๆ

 

“.....ทำอะไรของเธอน่ะ....”  เหมือนถามเป็นมารยาทแต่ไม่ใช่มารยาท เป้นคำถามซ่งไม่ต้องการคำตอบเพราะมันเห็นกันโต้งๆตรงหน้านี่แล..

 

“มันไปนู่นแล้วอ๊ะะ”  คิ้วเรียวสีเดียวกับเส้นผมขมวดมุ่นอย่างขัดใจเมื่อของที่ว่านั้นยังลอยห่างออกไปไกลเรื่อยๆ โดยไม่มีที่ทาว่าจะพัดเข้ามาติดฝั่ง

 

“เล็งดีๆเด้...อย่างงั้นมันก็ยิ่งไกลสิเอ้ออ”  ด้วยความที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้มาก และบางทีอาจจะไม่คิดจะทำ จึงทำได้แต่คอยส่งเสียงเชียร์ที่เรียกว่าสั่งน่าจะถูกต้องกว่า

 

ความตั้งใจระดับประเทศ สาวเจ้ายังคงโบกมือไปมาควบคุมลมอย่างสุดความสามารถ แต่เหมือนคราวนี้จะใช้ความทุ่มเทมากไปหน่อย ทำให้เกิดกลุ่มลมแรงโถมตัวใส่ผืนน้ำ เกิดคลื่นขนาดใหญ่กระโจนมาหาทั้งคู่ดังตู้ม....แน่นอนว่าก็เปียกกันไปตามระเบียบ..

 

          “......(-_____-)...”  จากตอนแรกที่เมหือนจะเชียร์ ตอนนี้เขากลับไม่รู้จะพูดยังไง..นอกเสียจากหยิบหนังสือเล่มเล็กเล่มเดิมขึ้นมา...แล้วตีเพียะไปยังกลุ่มผมสีทองตรงหน้า..

 

“โอ๊ยยย อย่าเด้”  คนเจ็บถอยหนีพลางถอดผ้าพันคอขึ้นมาสะบัดๆไล่น้ำ “พอจะใช้จริงๆดันเป็นงี้ตลอดนะ”  บ่นพึมพำกับพลังของตัวเองที่รู้สึกเหมือนไม่ใช่ของตัวเอง เพราะความไม่ได้ดั่งใจที่มาเสมอๆเป็นระยะไม่ขาดตอน...

 

“เก่งในเรื่องไม่เป็นเรื่องชัดๆ....”  ไม่แขวะคงอยู่ไม่ได้ ...ลูกชายบ้านโทคุอิควรเปลี่ยนประโยคนี้เป็นคติพจน์ เพราะแซะบ่อยเหลือเกิน..

 

 

เหมือนโดนดูถูก หญิงสาวหันขวับมาส่งสายตาแสดงถึงความไม่ชอบใจชัดเจน เจ้าตัววางผ้าพันคอที่สะบัดไล่น้ำออกไว้กับพื้น แล้วนั่งยองๆลง ใช้ความตั้งใจขั้นแม็กซ์พยายามอีกครั้ง ด้วยจุดประสงค์ที่เปลี่ยนไป

 

เจ้าของปริศนานั่นก็ช่างเล่นตัว ลอยผลุบไปผลุบมาไม่ยอมขยับเขยื้อนเข้ามาใกล้เหมือนท้าทายอยุ่พักใหญ่ๆ ซึ่งเป็นพักใหญ่ที่ทำให้สองคนที่รอดูค่อนข้างรำคาญบวกกับลุ้นเหลือเกิน

 

ใช้เวลาอีกเฮือกนึงเจ้าสิ่งปริศนาก็ค่อยขยับเข้ามา เพราะแรงลมของสาวสายลมที่จับทางการเคลื่อนที่ของคลื่นน้ำได้บ้างแล้ว

 

“...เมื่อไหร่จะถึง....”  นอกจากอยากรู้อยากเห็นแล้ววัยรุ่นยังใจร้อน..นั่นคงเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องที่สุดในสถานการณ์นี้ แถมยังเป้นคำกล่าวที่ไม่จำกัดทั้งชายและหญิง...

 

 

ตู้มม!

 

 

          เสียงอะไรบางอย่างตกลงไปในน้ำดังสนั่นท่ามกลางความเงียบกริบ...ชายหนุ่มแทบไม่ต้องเดา เพราะในทีนี้ก็มีเพียงกันสองคน และเขายังยืนอยู่บนพื้นดินอย่างสวัสดิภาพ ดังนั้น.............

 

“อ้าวเฮ้ย........ลงไปทำไมล่ะนั่น”  คนตกน้ำโผล่พรวดขึ้นมาบนผิวน้ำหน้าตาแสดงความหงุดหงิดเต็มที่ สายตามองของปริศนาที่มีรูปลักษณ์เป็นกล่องอย่างแค้นเคือง มือเรียวยกขึ้นด้วยน้ำหนักน้ำวาดออกไปหมายจะคว้ากล่องเจ้าปัญหา แต่เหมือนการขยับตัวของเธอจะทำให้เกิดคลื่นน้ำซึ่งพัดกล่องออกไปไกลขึ้น

 

“...ให้ลงไปช่วยปร้ะะ?”  ถ้าเป็นหนัง ละคร หรือการ์ตูน พระเอกคงต้องโดดลงไปทันทีที่นางเอกตกลงน้ำอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่ ณ ที่นี่ เขาไม่ใช่พระเอก เธอก็ไม่ใช่นางเอก และ ความเป็นสุภาพบุรุษที่แสดงออกอย่างชัดเจน...ก็คงไม่ค่อยมีเห็นในตัวผู้ชายคนนี้อย่างน่าอนาถใจ 

 

“ไม่ต้อง”  นั่นไง..ผู้หญิงตามละครจะต้องร้องโวยวายสำออยว่าช่วยด้วยๆซ้ำไปซ้ำมา แต่เธอไม่ใช่ เธอมั่นใจว่าตัวเองสามารถผ่านไปได้อย่างสบาย แขนเรียวยกขึ้นจะคว้ากล่องนั่นไว้อีกครั้งเหมือนจะสำเร็จเพราะสามารถแตะมันได้แล้ว แต่น้ำคงลื่นเกินไปทำให้มือเธอหวืดออกจากผิวของกล่อง ซ้ำร้ายยังส่งผลให้มันไหลไปไกลกว่าเดิมเคราะห์ร้ายซ้ำสอง ...ตัวเธอดันไหลไปกับสายน้ำอีกต่างหาก

 

“......ให้ฉันช่วยป้ะ?...”  คำถามเดิมถูกส่งมาอีกครั้ง..

 

“แปบๆๆ จะได้แล้ว”  คำตอบที่ต่างจากเดิม แต่ก็ยังมีใจความคล้ายเดิม

 

 

“......โทโมะ...ยังอยู่ดีเปล่า ...ให้ช่วยเอาปร้ะ...”  เจ้าของคำถามครั้งที่สามหยุดเดินแล้วตามแล้วนั่งยองๆอยู่ริมฝั่งคอยมอง

 

 

แต่เหมือนคนในน้ำจะไม่ได้ฟัง ใช้ความตั้งใจอีกครั้งยกแขนขึ้นคว้ากล่องเอาไว้หมับ...สำเร็จไปด้วยดี...  “เฮ้ย...”  หรืออาจจะไม่ดีเพราะกว่าจะคว้าได้เจ้าตัวก็ดันลอยออกห่างจากฝั่งมาไกลจนน่าตกใจ

 

“ให้ตายสิ... เฮ้ยย ยังอยู่มั้ยยยยย!”  ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกอย่างช่วยไม่ได้ สายตาที่ไม่คุ้นชินกับความมืดเพ่งมองอีกคนที่เห็นไม่ค่อยชัดเจนในสายน้ำ

 

อีกคนพรวดจากน้ำขึ้นมาตะกุยตะกายเกาะกับกล่อง แต่ด้วยออกแรงกดมากไป..กล่องเจ้ากรรมเลยลื่นหนีออกห่าง

 

“เวรกรรม...”   ถอนหายอีกเฮือกใหย่ๆแล้วค่อยถอดเสื้อนอกโยนทิ้งไว้แล้วกระโดดน้ำตามลงไป

 

อีกคนที่จะจมแหล่มิจมแหล่ ผลุบขึ้นผลุบลงอยู่ผิวน้ำ มือสองข้างพยายามควานคว้าอะไรก็ตามที่ช่วยให้ขึ้นไปได้

 

“อยู่เฉยๆก่อนเซ่”  คนที่เพิ่งตามโดดลงไปเอื้อมแขนไปล็อคคอคนดิ้นไปมาให้นิ่งแล้วค่อยลากขึ้นฝั่ง แต่มือบางก็ยังไม่วายเอื้อมไปคว้ากล่องปริศนานั่นมาด้วย

 

“อยู่เฉยๆเซ่”  หันไปดุอีกคนที่ยังไม่ยอมนิ่งโดยดีอีกรอบ

 

“หนัก...”  ปากบ่นอุบแต่มือก็ยังแหวกน้ำว่ายกลับฝั่งไปได้สำเร็จ

 

“เธอนี่....หาเรื่องจริงๆด้วย...ถ้าจมน้ำตายจะทำยังไงล่ะเฮ้ยย อากาศแบบนี้ด้วย...”

  

“ก็กล่องมันไม่ยอมมาซะทีนี่หน่าาาา”   พูดปุ๊บก็หันไปดูกล่องที่ขึ้นมาด้วยกันปั๊บ

 

“ก็แค่กล่องอะไรก็ไม่รู้นี่หว่า....ถ้าจะต้องทำขนาดนี้ จริงๆทิ้งมันไปดีกว่ามั้ยเนี่ย...”

 

 “ใครจะไปรู้ อาจจะเป็นแมวโดนทิ้งลอยน้ำมาก็ได้นี่...”  มือเรียวงัดๆแงะๆฝากล่องให้เปิด แถมด้วยใช้เล็บจิกไปอีกต่างหาก

 

“ถ้าแมวลอยมาจริงอย่างน้อยมันก็ต้องเปิดฝากล่องนี่” 

 

มันอาจจะโดนขังอยู่ก็ได้..”  ว่าอย่างงั้นแล้วในที่สุดก็เปิดกล่องออก...พบ.. ! ...กล่องอีกชั้นด้านใน..

 

“ฉันว่าไม่ใช่แล้วล่ะ.....”  จริงๆก็ไม่น่าใช่ตั้งแต่แรกแล้วล่ะ  ต่ออีกประโยคในใจ

 

คิ้วสีทองเรียวขมวดอย่างขัดใจ เธออุตส่าห์เสี่ยงชีวิตไปช่วยกล่องนั่นขึ้นมาเชียวนะ! ทำไมมันทรยศกันได้หน้าด้านๆแบบนี้ ว่าแล้วมือเรียวก็หยิบกล่องขึ้นมาเขย่าๆๆๆๆ

 

“ใจเย็นเซ่”   อีกคนรีบแย่งกล่องมาถือแทน  “ถ้าเกิดข้างในเป็นของมีค่าที่แตกได้ล่ะเอ้อ”

 

เขาเคาะกล่องเบาๆแล้วเอากล่องแนบหูดูเพื่อฟังเสียง ..เอียงกล่องช้าๆ ก็ได้ยินเหมือนมีอะไรกระทบตัวกล่องดังกึกเบาๆ  “เห....”  ทีนี้แกะเลย...

 

สองคนต่างนั่งลุ้นดูว่าภายในกล่องคืออะไร เมื่อแกะกล่องเล็กด้านในออกก็พบว่าเป็นก้อนกระดาษเหมือนห่ออะไรบางอย่างอยู่

 

 “.....โห่ว...คิดว่าอัลไล...”   ดึงก้อนกระดาษนั่นให้คลี่ออกมาเผยสิ่งที่อยู่ด้านในสู่สายตาทั้งคู่  “...มีด…”

 

“เอ่อะ...เดี๋ยวนะ ใครมาทิ้งมีดแบบนี้ลงคลองกัน”  มีดเล่มบางสวย สลัดลวดลายอย่างวิจิตรทั้งบนใบมีดคม และตัวด้ามจับ แค่ดูปราดเดียวก็รู้ได้ว่าเป็นของมีราคา

 

“อาจจะเป็นมีดอาถรรพ์ มีดผีสิง ฆ่าคนตาย อะไรงี้ แล้วทิ้งมาทำลายล่ะมั้ง..”  โทนเสียงที่ต่ำกว่าอยู่แล้ว บีบให้ต่ำยิ่งไปอีก เขาส่งมีดประหลาดในมือนั่นให้อีกคนพร้อมหัวเราะหึๆในลำคอ

 

“ถ้าเป็นแบบนั้นฉันยกให้นายเลยละกัน”  เธอไม่ได้ขี้กลัว...เปล่านะ ไม่ได้กลัว เรียกว่าเสียสละให้อีกคนดูดีกว่าตั้งเยอะนะ

 

“อ้าว ทำไมล่ะเอ้อ? นี่เธออุตส่าห์ลงทุนเสี่ยงตัวเองลงไปเอามาเลยนา”   อีกคนก็ยังไม่หยุดแกล้ง ยังคงพยายามยัดเยียดมีดนั่นให้เต็มที่

 

“ไม่......ฉันรู้นายชอบอะไรแบบนี้”

 

“หา?...ฉันไม่ได้มีรสนิยมชอบมีดหรอกนา”

 

“ไม่เอา อย่าเอามาใกล้นะ”  อีกคนโบกมีดไปมาอย่างไม่กลัวจะบาด อีกคนก็เขยิบถอยหนีแบบยังไงฉันก็ไม่เอา

 

“ไม่เอาจริงอ่ะ?”  ไม่มีคำตอบแต่เป็นการส่ายหน้ารัวๆๆๆๆยืนยันเต็มที่

 

“โอเค โอเค งั้นทิ้งนา?”

 

“อ..เอ้ย ทิ้งได้ไง อย่างน้อยก็เอาไปแจ้งของหายซะหน่อยเซ่”

 

“ถ้าปล่อยลอยน้ำมาขนาดนี้เจ้าของคงไม่อยากได้คืนแล้วแหละะ”

 

“หรือบางที..อาจจงใจลอยน้ำมาให้ใครสักคน..?”  เริ่มสงสัยในตัวมีดเล่มสวยนี่ เธอลูบคางอย่างครุ่นคิดเหมือนตัวเองกำลังเล่นเป็นยอดนักสืบ..

 

“แล้วใครจะบ้ามาคอยรอรับตอนนี้เล่า...ถ้าเป็นงั้นส่งไปรษณีย์ไม่ดีกว่าเราะ”  เห็นแบบนี้แต่เขาก็เป็นคนมีเหตุและผลตลอดเวลานะ...

 

“มันอาจจะเป็นของลับก็ได้นี่..แบบว่า ไม่อยากให้มีใครมาเห็น ...”  แม้จะพูดออกมาเองก็ดันไปกระแทกใจตัวเอง ที่จู่ๆเธอก็เก็บมันขึ้นมา

 

“ลอยเด่นขนาดนี้ใครๆก็เห็นน่า.. ถ้าคนทำมันจะทำจริงๆคงไม่โง่สะเพร่าขนาดนี้หรอกน่า”  เขายังคงพูดขัดอีกคนไปตามที่คิด มือที่ถือมีดอยู่หมุนเล่นไปมาแบบไม่มีอะไรจะทำ

 

“อย่าทำงั้นเด้ เดี๋ยวก็บาดมือหรอก”  แล้วเธอก็แย่งมาซะเฉยๆตามประสาคนลืมตัว

 

  “เฮ้ยย...”  แต่เรื่องอะไรเขาจะให้แย่งง่ายๆ มือที่ถือมีดโยกหลบไม่ให้อีกคนคว้าได้  “เธอนั่นแหละ..เข้ามาแบบนั้นเดี๋ยวก็บาด”

 

“งั้นก็เก็บใส่กล่องไปไป๊”

 

“เออ เออ เก็บก็เก็บ...เพราะฉันใจดีหรอกนะเออ”  แล้วเจ้าคนถือมีดก็หยิบเอากระดาษแผ่นเดิมมาห่อๆคมไว้ แล้วก็เก็บเข้าไปในกล่องที่เดิม

 

“ - -;; ”

 

“ว่าแต่......เย็นชิบ”   

 

“เออ..ตัวนายเปียก”

 

“แหม่...ตัวเธอไม่เปียกเลยเนาะะ”

 

พอก้มลงดูก็เห็นหยุดน้ำหยดมาจากตัวเธอติ๋งๆ เพราะเธอลงไปทั้งชุดอย่างงั้นก็ย่อมอุ้มน้ำขึ้นมามากเป้นธรรมดา  “เออ..” เสื้อโค้ทชะอุ่มน้ำโดนถอดออกมา ก่อนเจ้าของเสื้อจะโดนลมหนาวที่พัดมาตีเข้าเต็มๆ  “อื้อหืออ..”

 

ไซคิลุกขึ้นเดินย้อนไปไม่ไกล พบเสื้อนอกที่ถอดทิ้งไว้ก่อนโดลงน้ำก็เดินถือกลับมายื่นให้อีกคน “เอ้า....”

 

          แล้วเธอก็รับมา......ถือเฉยๆ...

 

“....ให้ไปคลุมเฟ้ย ไม่ได้ให้ถือ..” 

 

“เอ้า...เอ้อ ขอบใจ”  พอใส่เสร็จเธอก็หันไปมองอีกคนที่อยู่ในชุดท้าลมหนาวแบบนั้น ก็เลยจับลากออกไปกะว่าหาที่อุ่นคงดีกว่ายืนอยู่ตรงนี้

 

“รีบไปหนายยย…”

 

“ข้างนอกมันหนาวเดี๋ยวได้แข็งตาย”  จ้ำเดินนำไปแม้จะไม่รู้ทางอยู่พักใหญ่แล้วค่อยหยุดชะงักแบบคนเพิ่งรู้สึกตัว..

 

“แล้ว...จะเดินไปไหนอ่ะ....”

 

“…... นี่ที่ไหน - -…”

 

“เธอถามฉันแล้วฉันจะไปถามใครอ่ะ......”

 

“…เดี๋ยวนะ”  พูดเสร็จก็หมุนตัวรอบนึงมอง  “อืมมม… โน่นละกัน”  แล้วก็ชี้มั่วๆไปทางตึกไม่ใหย่มากๆที่ตั้งอยู่ข้างหน้า

 

“....ไม่มีหลักการซักนิด ....ไปทางนู้นดีกว่า นู่นๆ...”  ส่วนอีกคนก็ชี้เข้าป่า…..ที่ดูย่ำแย่ยิ่งกว่า

 

“…นายจะไปทำอะไรในป่า”  อีกคนหันขวับมาถามทันที

 

“ป่าที่ไหนเล่าา...นั่นมันสวนสาธารณะไม่ใช่หรา...” 

 

“ใช่เราะ..มองเห็นแต่ต้นไม้”  โทโมฮารุพยายามเพิ่งสายตามองสุดฤทธิ์ไปที่ดงต้นไม้ด้านหน้า แต่แล้วก็ไปสะดุดกับต้นไม้รูปร่างแปลกประหลาดคลับคล้ายคลับคลาคนที่กำลังยืนอยู่  

 

“ก็สวนก็ต้องมีแต่ต้นไม้เด่ะ?”  

 

มือเล็กจับชายเสื้อเพื่อนข้างตัวก่อนจะกระตุกเบาๆ “นายเห็นเหมือนที่ฉันเห็นรึเปล่า.....”  สาวเจ้าพยักเพยิดให้อีกคนมองไปทางเงาต้นไม้ที่คล้ายคนจนน่ากลัวนั่น

 

“ ..เห็น.....”

 

“……..”  คำตอบสั้นๆที่เหมือนหินทับตู้มเล่นเอาคนถามสมองโล่งไปเรียบร้อย

 

“อะไรอ่ะ? มันทำไม?”  คำถามอย่างคนไม่เข้าใจถูกส่งมา เพราะที่เขามองก็แค่ต้นไม้ ดูยังไงก็ต้นไม้ แล้วมันมีอะไรเป็นพิเศษ เขาคิดอย่างงั้น แต่เหมือนเธอจะไม่ได้คิดอย่างเดียวกัน

 

“ใครมาทำอะไรดึกดื่นป่านนี้ -_____-;;;;”

 

“อือฮึ...นั่นเด่ะ...ป่านนี้จะออกมาทำไมกัน”  เหมือนกำลังคุยเรื่องเดียวแต่มันไม่ใช่เลย เขากำลังหมายถึงเธอที่ดึกดื่นป่านนี้แล้วออกมาเดินเล่นทำไม..

 

สายลมหนาวพัดผ่านวูบใหญ่ ก่อให้ต้นไม้สั่นไหวและเสียดสีกันจนเกิดเสียง เธอที่ยังมองดูอยู่จินตนาการไปว่าเป็นคนที่กำลังหันมามอง ..เพียงเท่านั้น เท้าสองข้างก็ก้าวหนีจากทัศนวิสัยนั่นทันที..

 

“อ่าว? เป็นอะไรป่ะ? หนาว?”

 

สาวลุกครึ่งส่ายหน้ากลับมารัวๆ  “…ขอ..เวลาแปบ”  แม้จะกลัวแต่ความรู้สึกคาใจก็ปล่อยไปไม่ได้ เธอกลับหลังหันแล้วจ้ำเดินไปที่เงาต้นไม้

 

“หะ..อ่า...เอ้อ..(-___-?)” 

 

[*Warning* เนื้อหาหลังจากนี้ จะเกี่ยวข้องกับการดำเนินเรื่องโดยหลักๆจากอีเว้นทั้งหมด ไม่มีคำพูดแต่อย่างใด ใครขี้เกียจอ่านเลื่อนยาวๆถึงข้างล่างเลยค่ะ (U__U]

----------------------

พยายามก้าวเท้ายาวๆเดินเข้าไปดู พอถึงตรงจุดที่คิดว่าเห็นคนก็ชะเง้อมองรอบๆ แต่ไม่เห็นมีใครนอกจากต้นไม้ ต้นไม้ และต้นไม้ และแทนที่เธอจะเข้าใจว่าเงาคนที่เห็นเป็นสิ่งที่คิดไปเอง เธอกลับต่อเป็นเรื่องเป้นราวว่าคนนั้นได้หายไปแล้ว ยิ่งเพิ่มความกลัวให้ตัวเองเข้าไปอีก

 

อีกคนที่ตอนแรกยังงงกับการกระทำของเธอ.. พอมองๆตามไปซักพักก็เริ่มเข้าใจ และพอเข้าใจ เขาก็...ขำ แต่ยังมีมารยาทไว้หน้าอีกคนเลยไม่ได้ขำเปล่งเสียงดังแต่กลั้นไว้แทน

 

คนที่ยังไม่รู้ตัวยังเดินวนมองต้นไม้นั่น ทีนี้ตัดสินใจอ้อมไปข้างหลัง แล้วจู่ๆก็หลุดร้องว๊ากเสียงดังลั่น

 

คนขำสะดุ้งเสียงร้องรีบหันมาดูว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นรึเปล่า แต่พอเห็นอีกคน..ตอนแรกที่ว่าจะเป็นห่วง กลับกลายเป็น ขำยิ่งกว่าเดิมซะอีก

 

นัยน์เนตรน้ำฟ้าสดใสสบกับนัยน์ตาสีแดงสว่าง...คนหนึ่ง และแมวอีกคน กำลังเล่นเกมส์จ้องตากันอยู่...โทโมฮารุรู้สึกเหมือนขยับตัวไปไหนไม่ได้ทั้งๆนี้อยากจะละลสายตาจากสีแดงวคู่นั้นแทบตาย ...ไม่ใช่ว่านั่นเป็นแมวพิเศษหรืออย่างไร แต่เพราะตัวเธอเองที่กลัวจนแข็งทื่อไปซะอย่างนั้น

 

          เธอเล่นจ้องตากับน้องแมวอยู่ซักพักใหญ่ก่อนจะรู้ตัวแล้วรีบถอยกรูกลับไปทางเดิม และมาตั้งเป้าหมายว่าจะส่งอาวุธมีคมคืนตำรวจก่อน..

 

          แล้วก็เหมือนวนลูปอีกครั้ง เมื่อเธอกับเขาเดินไปถึง ทางแยก...และไม่มีเวลาไหนที่จะไม่เกี่ยงกันตัดสินใจ

 

          เธอเลือกขวา..สัญชาตญาณผู้หญิงบอกแบบนั้น!

 

          แต่เขาขัด..เขาไม่ใช่ผู้หญิง ไม่เข้าใจสัญชาตญาณที่ว่านั่น..เขาเสนอให้ไปอีกทาง หรือก็คือทางด้านซ้าย..

 

          และพอได้ยินแบบนั้นเธอก็รีบปฏิเสธเป็นพัลวัน ในทางซ้ายต้นไม้กำลังสั่นไหว ข้างในมีแมว..มีแมวสีดำตาสีแดงน่ากลัวอยู่ ซึ่งเธอไม่ชอบเอาซะเลย

 

          สุดท้าย ทั้งสองคนก็เดินต่อไปทางขวา สองข้างทางที่เต็มไปด้วยความมืดทำให้ฝ่ายหญิงสาวเสียวสันหลังอยู่เป็นระยะๆ แต่ทางฝ่ายชายหนุ่มดูจะรำคาญเพราะทำให้การมองเห็นแย่ลงเสียมากกว่า เขาเดินไปแบบลำบากลำบนซักพักก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังมีอุปกรณ์สื่อสารอยู่ คิดได้ดังนั้นมือใหญ่ก็ล้วงอุปกรณ์อิเล้กทรอนิกส์นาม PDA ขึ้นมาส่องทางเดินแทนไฟฉาย และเหมือนหัวสมองที่โอ้อวดว่าเป้นอัจฉริยะจะเพิ่งนึกได้อีกว่าในเจ้าเครื่องตัวน้อยนี่ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าแผนที่ดาวเทียม...

 

          ประหนึ่งหนังสยองขวัญ อุปกรณ์สุดไฮเทคที่ทำได้สารพัดนึกกลับไร้ซึ่งสัญญาณ..น่าขันอย่างที่สุด ในเมืองที่หรูหราใหญ่โตอลังการอย่างชิซุเมะไม่น่าจะมีตารางเมตรใดไร้สัญญาณไร้การเข้าถึงของความทันสมัยแล้วแท้ๆ

 

          ยิ่งน่าตลกเข้าไปใหญ่เมื่อทั้งสองคิดว่าที่ไม่มีสัญญาณเพราะเขาได้หลุดพ้นจากเขตเมืองใหญ่ไปแล้ว..ทั้งๆที่พัดตามน้ำมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ด้วยสถานการณ์ขับขันคงเป็นสาเหตุให้พวกเขาลืมสิ่งง่ายๆพวกนี้ไป

 

          เมื่อเดินไปอย่างไม่ได้เอะใจสงสัยอะไรมาก ทางที่ปูไปด้วยสีขาวหม่นของกองหิมะที่ทับถมมาตลอดแรมเดือน และคงเป็นเรื่องปกติที่จะมีกองหิมะที่สูงหรือต่ำต่างระดับกันไป

 

          รองเท้าส้นสูงของคนตัวเล็กดันไปสะดุดกับกองหิมะกองนึงที่อยู่สูงกว่ารอบๆอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่าเธอต้องไปโทษว่าเป็นความผิดของสิ่งที่ไร้ชีวิตที่ทำให้เธอสะดุด ความฉุนนี่ทำให้คนเราพาลได้กับทุกอย่างจริงๆ กระทั่งใช้แรงสิ้นเปลืองด้วยการเตะแก้แค้นของที่น่าโกรธสุดๆอย่าง หิมะ?

 

          เรื่องแปลกประหลาดวิ่งเขามาหาอีกครั้ง เมื่อการเตะมั่วซั่วของเธอทำให้พบกับสิ่งของบางอย่างใต้กองหิมะ  อาจจะเพราะเธอชอบแมว หรือเพราะแมวเป็นสิ่งมีชิวิตที่คิดจะครองโลกน่ารักเกินไป เธอเลยหลอนว่าของใต้นั้นจะเป็นร่างน้อยๆของแมวซักตัว หรือาจจะเป็นแมวดำที่เจอก่อนหน้า

 

          ...แล้วมือซนๆนั่นก็ลงมือขุด...

 

          เพียรขุดไปซักพักสิ่แปลกประหลาดอีกคราที่ได้รับ ..กลับเป็น กริช อาวุธมีคมที่ในปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้กันเท่าใดนัก ประวัติของมันยาวนาน เหมือนความสวยงามที่มาพร้อมกับความอันตราย และอีกสิ่งที่เธอได้รับมาพร้อมๆอาวุธชิ้นที่สองนั่น คือรอยแผล...ด้วยการออกแรงมากเกินไปทำให้ปลายด้านคมบาดเข้าที่นิ้วของเธอ

 

          ไม่อยากให้ใครเป็นห่วง...เหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอตัดสินใจไม่บอกเรื่องบาดแผลที่นิ้วมือ แม้เลือดสีแดงสดจะหลั่งรินเรื่อยๆโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดก็ตาม

 

          แล้วไซคิก็ฉุดคิดขึ้นได้ว่ากริชที่ไม่มอะไรห่อเลยแบบนั้นอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ เลยส่งกระดาษให้อีกคนเอาไปห่อกันคมเอาไว้ แต่ด้วยที่มือข้างนึงที่ซุกเอาไว้ไม่อยากให้เห็นแผลก็ไม่ว่าง อีกข้างที่ถือรกชิก็ไม่ว่าง เธอจึงฝืนใช้มือเดียวรับของจนกริชที่ถืออยู่ตก

 

          การตกครั้งนึงที่ดูไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ทำให้อีกคนเริ่มสงสัย เขาจึงขอมือเธอมาดู แต่เจ้าของมือก็ยังยื้อไว้และยืนยันซ้ำไปซ้ำมาว่าไม่เป็นไรอะไร แต่อีกฝ่ายก็ดื้อดึงพอกัน เขาเค้นขอเต็มที่แม้ว่าอีกคนจะปฏิเสธแค่ไหน และสุดท้ายเธอจึงยอมยกมือออกจากกระเป๋าเสื้อให้ดู..

 

          มองเพียงแว่บเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดจากอะไร เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าที่พกติดตัวมาพอดีห่อนิ้วซับเลือดไว้ แล้วรีบเดินทางกลับเข้าเมืองต่อด้วยสปีดที่เร่งขึ้น

 

          ด้วยความรีบและความมืด ทั้งคู่ไม่ทันได้มองว่าทางข้างหน้าเป็นทางแยก..ด้วยความที่เดินเลนซ้ายของถนนอยู่ ทำให้เผลอเลี้ยวซ้ายตามทางไปโดยปริยาย

 

          ทั้งสองก้าวรีบๆไปเพียงไม่นาน อะไรบางอย่างก็เคลื่อนผ่านตัดหน้าไปอย่างรวดเร็วจนมองเห้นเพียงแต่ว่าเป็นสายเงาสีดำๆที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว

 

          พอไปแหวกพุ่มไม้ที่ปลายทางของเงาสายดำนั่น บางสิ่งก็กระโจนออกมา ผ่านหน้าชายหนุ่มไปจนเกิดรอยจางๆบนใบหน้า พุ่งเข้าสู่อีกคนจนหงายหลังล้มตึงไป

 

          เมื่อได้สติ สาวลูกครึ่งลืมตามองสิ่งที่อยู่บนตัว เล่นเอาเสียงร้องว๊ากดังขึ้นอีกรอบแล้วเธอก็รีบลุกพรวดขึ้นอย่างเร็วจนสิ่งที่เคยอยู่บนตัวกระเด็นลงไป

 

          สิ่งที่ปรากฎแก่สายตาทั้งสองคือ ....แมว... สิ่งมีชีวิตตัวเล็กขนสีดำสนิท นัยน์ตาสีแดงวาบ..ดูจากลักษณะแล้วช่างคล้ายกับแมวตัวก่อนหน้าที่ได้พบมาก

 

          แมวน้อยก้าวสี่ขาร้องเมี้ยวเมี้ยวเข้ามาใกล้หญิงสาวที่ตกเป็นเป้าหมาย อุ้งเท้าแมวเล้กๆเดินวนไปวนมารอบตัวอีกคน เหมือนพยายามคลอเคลีย

 

          และนั่นก็เพียงพอทำให้เธอที่พยายามใจแข็งไม่สนใจใจอ่อนยวบลงมาทีละนิดทีละน้อย

 

          น้องแมวหนึ่งและคนหนึ่งกำลังพยายามสื่อสารกัน? ไม่อาจรู้ได้ว่าเธอเข้าใจมันจริงๆหรือเป้นแค่การเดาสุ่มๆไปแบบนั้น เธอลองขอให้เจ้าตัวเล็กนำทางกลับเข้าเมือง แถมยังแปลออกมาได้มาได้ว่าเสียงร้องเมี้ยวขานรับของมันคือการตกลง

 

          สิ่งที่แย่ที่สุดคือ ทั้งสอง เดินตามทางที่แมวนำไป....

 

          แมวตัวน้อยเดินลัดเลาะเข้าพุ่มไม้ดงป่าไป ทั้งสองมนุษย์ที่ตามมาก็ต้องพยาสยามแหวะต้นไม้ใบหญ้าที่ขวางทางอย่างไม่สบายนัก การต้องเปลี่ยนความสนใจไปให้ความสำคัญกับการแหวกทางเดิน ทำให้ทั้งสองเผลอละสายตาจากแมว และแมวที่เดินนำมา ...ก็หายไป

 

          หลังจากนี้ไม่มีอะไรนำทางให้แล้ว..ทั้งสองคนจึงก้าวเดินต่อด้วยตัวเอง แต่เท้าเจ้าปัญหาคู่เดิมของบุคคลเดิม ดันไปติดเข้ากับหลุมเล็ก เธอพยายามสะบัดเหวี่ยงขาเต็มที่กะให้ดินสะเทือนแล้วเท้าหลุดผลุบออกมา แต่ดูเหมือนมันจะไม่อยากหลุดง่ายๆ นั่นยิ่งทำให้อีกคนฟิวส์ขาดสะบัดขาอย่างแรงที แล้วเท้าก็เป็นอิสระอย่างเกือบปลอดภัย ถ้าไม่ติดว่ามันดันดีดอะไรขึ้นมาะแปะหน้าเธอด้วย

 

          สิ่งแปลกประหลาดข้อถัดมา..

 

          เสื้อ..เสื้อที่ดีไซน์มาอย่างธรรมดาเรียบง่าย ไม่ได้เก่ากึกโบราณ แต่ก็ไม่ได้หรูหราชวิ้งชวับอะไร มองทางไหนก็ดูปกติเหลือเกิน ยกเว้นสิ่งเดียวที่ดึงความสนใจของทั้งสองอย่างน่ากลัว

 

          เลือด..

 

          คลาบสีแดงหม่นที่คาดว่าคงจะแห้งกรังเพราะความหนาวเย็นจากสภาพอากาศเปรอะเปื้อนไปทั่วตัวเส้นผ้า จนแทบจะดูไม่ออกว่าสีเดิมของเสื้อนี้เป็นสีอะไร

 

          ไม่ใช่สิ่งที่ควรเก็บ และไม่ใช่สิ่งที่ควรยุ่งด้วย..ตัดสินใจโยนเสื้อที่ว่าเก็บกลับหลุมให้มันอยู่ที่เดิม เผื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้เจ้าของเสื้ออาจจะอยากได้มันกลับคืน..

 

          แล้วทั้งสองก็ก้าวต่อ..

 

          เดินโดยไม่มีคำว่าเอื่อยและช้าอย่างที่ผ่านๆมา คนเดินนำตัดสินใจว่าจะไม่แวะ ไม่ดู ไม่สนใจอะไรก็แล้วแต่ที่โผล่ตามข้างทางอีก เพื่อให้ออกไปจากสถานที่แปลกประหลาดและมีกลิ่นอายของความอันตรายนี้ให้เร็วที่สุด

 

          พระเจ้ากลั่นแกล้ง..สิ่งที่โผล่ต่อหน้าทั้งคู่ไม่ได้มาจากข้างทาง ไม่ได้วิ่งผ่าน ไม่ได้เสียงนำมา ไม่ได้สั่นไหว แต่มาต่อหน้า ข้างหน้าทางนี้..

 

          เงาสีดำที่เพ่งมองแล้วคาดว่าเป็นคนกำลังเคลื่อนไหวช้าๆอยู่ เขาปล่อยมือให้เธอรออยู่ด้านหลังแล้วเดินเข้าไปคุยกับชายตรงหน้าเพียงลำพัง

 

          ผู้ชายหน้าตัวมอมแมมเหมือนคนเร่รอน กำลังยืนเซๆอยู่ต่อหน้า เสื้อผ้าบางๆสวมใส่สบายแต่ไม่กันหนาวนั่นชวนให้อีกคนแปลกใจ แต่เขาก็ยังพยายามพูดคุยกับบุคคลตรงหน้า พยายามถามทาง และถามทุกอย่างที่สามารถช่วยพวกเขาได้

 

          ป่วยการณ์..ชายผู้นั้นแทบไม่ตอบคำถามแม้แต่คำถามเดียว กลับส่งเสียงอู้ๆอี้ๆฟังไม่เป็นภาษากลับมาบ้างเป็นครั้งคราว

 

          เขาถอนใจอย่างหมดหวังแล้วถอดผ้าพันคอของตัวเองที่ยังคงมีน้ำเกาะบางๆให้ด้วยความสงสารและใจดี? แล้วก็เดินกลับมาหาเธอที่ยืนลุ้นสงสัยอยู่นานสองนาน

 

          ทีนี้คนที่สวมใส่ชุดสบายไร้การกันหนาวกลับเป็นเขาเอง..เสื้อแขนยาวสีเข้มตัวเดียวกับกางเกงขายาว เพียงเท่านั้น..เสื้อนอกที่ใส่มาแต่แรกอยู่บนตัวอีกคนที่มาด้วยกัน ส่วนผ้าพันคอก็อยู่กับชายอีกคน..ซึ่งหายวับไปแล้วอย่างเป็นปริศนา

 

          ด้วยความสงสาร? เธอิเลยจะคืนเสื้อนอกให้กับเขา แต่แน่นอนว่าในเมื่อให้ไปแล้วเขาไม่รับคืนง่ายๆแบบนี้หรอก เธอจึงเปลี่ยนไปถอดผ้าพันคอให้อีกคนแทน ครานี้ถมการพันให้ไปด้วยพร้อมกระชับว่าห้ามถอด นั่นแหละ เขาถึงยอม

 

          เท้าสองคู่ก้าวตามทางต่อ...

 

          ....

 

          เรื่องประหลาดข้อถัดมา...อะไรอยู่ที่เส้นทางข้างหน้าทั้งสอง?

 

          รอยยาวสีแดงหม่น ส่งกลิ่นคาวของสนิมเหล็ก

 

          รอย...เลือด

 

          รอยสิ่งไม่พึงประสงค์โดนลากยาวเป็นทางตั้งแต่จุดข้างหน้าทั้งสองยาวไปจนสุดสายตาที่เงามืดที่มองไม่เห็นภายหน้า

 

          ทางข้างหน้าไม่น่าหวั่นเกรง กับหนทางเบื้องหลังที่ไร้ทางออก..

 

 

 

          ทั้งสองตัดสินใจก้าวหาสิ่งที่ท้าทายและน่าหวาดกลัว

 

 

 

          ตามรอยยาวของเลือด จากรอยสีแดงไม่บางไม่กว้างนัก เริ่มขยายขอบเขตขึ้นเรื่อยๆ และที่สุดจุดที่ดวงตาจะมองเห็นในความมืด สายโลหิตทั้งหมดก็ประจบกันตรงนั้น

 

 

 

          อีกครั้งที่เขาตัดสินใจทิ้งอีกคนไว้ที่ตรงนั้นแล้วก้าวเข้าไปดูคนเดียว  สิ่งที่ปรากฎแก่นัยน์ตาสีทอง คือภาพของชายหญิง..ที่เคยมีชิวิต

 

 

 

          เพื่อความแน่ใจและเพื่อปลอบใจตัวเอง เขาเข้าไปคลำหาตรวจเชคชีพจรของบุคคลทั้งสอง..

 

 

 

          แต่สิ่งที่รับรู้ได้หลังจากนั้น

 

 

 

          ยิ่งทำให้เรื่องราวทั้งหมดเลวร้ายลงไป

 

 

“……………ก…เกิดอะไรขึ้น...”  น้ำเสียงหวานสั่นเล็กน้อย มือเล็กยกขึ้นปิดปากด้วยความกลัวที่เริ่มครอบงำ

 

“..รีบออกไปจากที่นี่...” หลังจากสำรวจมองรอยแผลที่เกิดขึ้นกับทั้งสอง ทำให้รู้ได้อย่างวชัดเจนว่าไม่ใช่อุบัติเหตุ เป็นการจงใจทำอย่างโหดร้าย ขายาวก้าวฉับๆกลับมาหาอีกคนแล้วจับมืออีกคนหมับเพื่อนรีบลากออกไปให้ห่างจากสถานที่อันตรายนี้

 

“ห---”  ฝ่ายคนที่โดนดึงไปซะเฉยๆยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่เมื่ออีกคนก็มีท่าทีที่เปลี่ยนไป และพอจะออกก้าวเดินกลับไปชนอะไรบางอย่างที่ขวางทางอยู่

 

“ชริ...” ด้วยสถานการณ์อันตราย ไม่ว่าจะเป็นอะไรร่างกายและสัญชาตญาณก็สั่งให้ถอยห่างออกมาโดยทันที  “....อะไร?...”  คิ้วสีเข้มขมวดมองใครบางคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ

 

-------------------------------------------------------- [*ขัดบรรยากาศ(...)* ตรงนี้ ตรงนี้♥ #...]

 

ชายร่างใหญ่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดบางท่าทางน่าสงสัยคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นบุคคลที่พบก่อนหน้า  แม้จะเคยพบปะแล้วครั้งนึง แต่บรรยากาศรอบตัวกลับชวนให้หนีห่างสุดๆ เพื่อนสาวบีบมือที่จับไว้แน่นด้วยความกังวล เห็นอย่างนั้นไซคิจึงดึงตัวเพื่อนไว้ข้างหลังตัวเอง แล้วยืนคั่นกลางระหว่างทั้งสองฝ่าย

 

....นาย?...มีอะไร...” ชายตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมองสำรวจทั้งคู่อย่างคร่าวๆ แล้วจู่ๆก็ดีดตัวพุ่งเข้าหาทั้งสองอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

“เฮ้ยย!” ชายหนุ่มสะดุ้งตกใจอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่ร่างกายก็ตอบสนองผลักคนที่มาด้วยกันให้หลบออกไปแบบฉิวเฉียด“...นี่มันบ้าอะไรฟะ...”  สบถออกมากับสถานการณ์ตรงหน้าที่ใกล้เคียงคำว่า ย่ำแย่

 

“นี่มัน..คนเมื่อตอนนั้น”  เสยงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่นถูกเอ่ยออกจากปากของหญิงสาวเพียงคนเดียว ณ ที่นี้ เธอพยายามคุมสติตัวเองเพื่อใช้พลัง แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล แม้จะตั้งสมาธิแค่ไหนก็สูญเปล่า

 

“อย่าบอกนะว่านั่นนายก็ทำ?”  ดวงตาเรียวเหลือบไปทางร่างชายหญิงที่แน่นิ่งบนพื้นถนน ฉับพลันร่างสูงใหญ่ก็ทะยานเข้ามาอีกครั้งโดยไร้ซึ่งคำตอบ  “เฮ้ย!”  ไซคิเบี่ยงตัวหลบอีกครั้งอย่างฉิวเฉียด วินาทีนั้นก็รู้ได้แล้วว่าบุคคลตรงหน้าไม่อยู่ในขอบข่ายที่สามารถสนทนากันได้อีกแล้ว

 

“จิ๊ มาเป็นอะไรเอาตอนนี้เนี่ย”  ด้านตรงข้ามสเตรนสาวกำลังยืนกระสับกระส่ายทำอะไรไม่ถูกเมื่อพลังที่เคยเรียกใช้มาได้แทบตลอดเวลากลับไร้ซึ่งอิทธิฤทธิ์

 

“..อะไรเนี่ย..”  แคลนแมนสีเงินก็พยายามใช้พลังเช่นกัน แต่ทุกๆอย่าง ทุกพลังก็กลายเป็นศูนย์

 

“หึ..”  ชายคนเดิมแสยะยิ้มอย่างน่าสะพรึง เท้าใหญ่ก้าวออกเพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างไซคิ แต่ไม่ทันที่จะให้ใครได้สงสัย ร่างกำยำนั่นก็เปลี่ยนเป้าหมายไปพุ่งใส่ผู้หยิงที่ดูจะจัดการง่ายกว่าทันที

 

“ฮ—เฮ้ย” 

 

“เฮ้ยย โทโมะ! หลบ! ...ช...ชิท...”  แม้อีกคนจะหลบได้ แต่เขาต้องทำอะไรซักอย่าง อะไรซักอย่างที่สามารถทำให้ทั้งคู่กลับไปได้อย่างปลอดภัย แม้ตอนนี้ในหัวจะใกล้เคียงคำว่าแบลงค์ก็ตามที

 

“ชิ บ้าเอ๊ย”  ไม่มีเวลาให้สมองได้คิดซับซ้อน เพราะขานั้นได้วิ่งหลบไปก่อนที่จะทำอะไรซะอีก

 

“ชิ..”  ต่างคนต่างสบถออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ช่วงขายาวก็วิ่งตามไปติด อะไรที่ใกล้ๆมือสามารถคว้าได้ก็คว้าโยนแบบกระหน่ำเต็มที่แม้จะไม่ได้ผลอะไรนัก

 

ระหว่างที่วิ่งสเตรนสาวก็คลำไปที่กระเป๋าเสื้อพบกับกริชเล่มหนึ่งซึ่งเก้บได้ก่อนหน้านี้ ชั่งใจคิดอยู่เพียงแว่บเดียวก็ตัดสินใจหยุดแล้วหยิบขึ้นมาขว้างออกไปที่ชายอันตรายผู้นั้น และคงเป็นการโจมตีที่เห็นได้ชัดเจนเกินไป..ผู้ร้ายหลบได้อย่างไม่ยากเย็น แถมกริชที่พุ่งไปต่อนั้นก็เกือบไปโดนอีกคนที่วิ่งตามมาอีกทอดอีกต่างหาก แม้การโจมตีง่ายๆนั้นจะหวืดไปแต่ก็ทำให้ฝ่ายตรงข้ามชะงักการเคลื่อนไหวไปได้ครู่ เป็นจังหวะให้ผู้ที่อยู่ด้านหลังได้กระโจนใส่เพื่อหยุดการเคลื่อนไหวนั้น แต่ระหว่างนักวิจัยกับผู้ร้ายอันตรายใครมีเรี่ยวแรงที่มากกว่าก็เห็นได้อย่างชัดเจน ไซคิโดนสะบัดออกจนร่างกระเด็นออกไปราวเมตร

 

“ไซคิ!!”

 

“เว้ยย แอ้ก”  ร่างสูงไถลออกไปด้วยแรงมหาศาล ผิวภายใต้เสื้อตัวไม่หนาไม่บางครูดกับพื้นถนนจนเลือดซิบเป็นวงกว้างก่อนจะหยุดลงด้วยความเจ็บจี๊ดจากการกระแทกต้นไม้อย่างแรง “อย่าเพิ่งเข้ามา! ถอย!!”

 

เหมือนชะตากรรมจะเข้าข้างผู้ร้าย ชายคนนั้นเดินเข้าไปใกล้คนที่พิงต้นไม้อยู่ หมัดขนาดใหญ่ง้างขึ้นจุดหมายอยู่ที่กลางหัวสีแปลกประหลาด

 

“หยุดดดดดดดนะเห้ยยยยยยยยยยย”  อีกคนที่ยืนมองอยู่รีบถีบตตัวเองพุ่งเข้าไปรัดคอร่างยักษ์เพื่อหยุดไว้

 

“จับไว้แปปนะ!”  โอกาสที่ถูกหยิบยื่นอีกครั้ง ชายหนุ่มคว้ามีดลายสวยจากในเสื้อสวนแหวกอากาศแทงเข้าไปที่ท้อง แต่ชายคนนั้นดันดีดตัวหลบได้ก่อนที่คมมีดจะถึงตัว ด้วยแรงอารมณ์ชายแปลกหน้ากระชากหญิงสาวที่รัดคอทางด้านหลังลงมาแล้วจับทุ่มลงพื้นเกิดเสียงดัง

 

ไม่ปล่อยให้เสียเวลาเปล่า ชายหนุ่มอีกคนลุกพรวกแล้วพุ่งเข้าชนคนร้ายจนล้มตึงลงพื้นไปทั้งคู่ แล้วในเวลาติดๆกัน ไซคิเงื้อมีดในมือหมายจะปักลงไปยังบุคคลอันตรายใต้ร่าง แต่ความไวอันน่ากลัวของอีกฝ่ายที่โต้โดยการถีบกลางลำตัวอีกคนอย่างแรงจนกระเด็นไปทับหญิงสาวอีกคนที่ยังไม่หายมึนจากจากโจมตีคราแรก

 

“โอย... ท..โทษที” ไซคิรีบขยับตัวเองให้ออกมาจากร่างของเพื่อนสาวที่ช้ำรอบตัวเป้นจ้ำๆ  “นี่มันอะไรกันฟระ...เธอยังอยู่ดีมั้ย”

 

“เจ็บ…….”  เสียงสูงกว่าบ่นอุบออกมา  ก่อนนัยน์ตาสีฟ้าใสจะเหลือบไปเห็นฝั่งตรงข้ามที่ตั้งตัวลุกขึ้นได้แล้ว แถมในมือหยาบนั่นยังกำลังก้มเก็บกริชที่ตกพื้นขึ้นมา แสดงสัญญาณอันตรายมากขึ้นไปอีก “ง…งานเข้าแล้วไง........”

 

“ ......ฉันยังไม่ได้ไปทำเวรทำกรรมกับใครเลยนะเฮ้ย  เอาไงดีล่ะทีนี้...(-__-;;”

 

อาจจะไม่ใช่เวลาแต่เพื่อนย่อมเป็นห่วงเพื่อนธรรมดา เพื่อนสาวหันไปถามอีกคนอย่างร้อนรน “นายเจ็บมากมั้ย มันทำอะไร โดนแทงรึเปล่า” 

 

“ใจเย็น ..แอมฟาย...ฉันสบายดี ไม่ถึงกับตัวหัก แค่ช้ำในหน่อยๆ...แล้วเธอ?”  คำตอบที่ได้รับกลับมาช่วยให้รู้สึกสบายขึ้นนิดหน่อย...เพียงนิดเดียวเท่านั้น

 

“อ่า…ไม่..ไม่เป็นไร ช่างเถอะ”

 

“เอายังไงดี...วิ่งมั้ย?..ไหวรึเปล่า?...”

 

“ น่าจะ..พอได้”  ร่างบางยันตัวลุกขึ้นแม้การทรงตัวอาจจะไม่ดีเท่ากับก่อนหน้าแต่ก็ยังฝืนพยายามให้เป้นปกติที่สุด  

 

“งั้น.......พอนับถึงสามเตะหิมะแรงๆไปทางมันแล้ววิ่งนะ..โอเค้?”   อีกฝ่ายกำลังย่างก้าวเข้ามาชวนใจสั่นอย่างกบัในหนังเอาชีวิตรอด..แต่นี่คือเรื่องจริง หาใช่การแสดงไม่ เจ็บจริง และแน่นอนว่า..ถ้าตาย ก็ตายจริง

 

“อื้อๆๆ”

 

“โอเค...”  ดวงตาสีทองคอยมองไม่วางตาระหว่างฝ่ายตรงข้ามและระยะทาง หัวสมองที่เริ่มแล่นแล้วคอยคำนวณระยะทางและแรงอย่างคร่าวๆ…  “..หนึ่ง สอง..สาม!!”  จบครั้งที่สามทั้งสองใส่แรงไปเต็มที่เตะหิมะที่กองเรี่ยราดอยู่กับพื้นให้ลอยฟุ้งกระจาย บดบังทัศนวิสัย และระหว่างที่อีกฝ่ายเสียการมงเห็นชั่วครู่ ทั้งสองก็รีบกลับหลังหัน  วิ่งเข้าไปในป่าทึบ

 

“ถ้าให้เดา มันต้องตามมา..แน่ๆ… ตะกี้..เก็บเชือกได้..ไว้หาทางข้างหน้าแล้วใช้ผูกต้นไม้ดัก..เอาให้มันล้ม แล้วซัด นา?” แผนการง่ายๆถูกถ่ายทอดมาอย่างรวดเร็ว..

 

“อื้ออ อื้อ เข้าใจแล้ว”  อีกคนตอบรับรัวๆ และเมื่อวิ่งไปได้ซักพักทั้งคู่ก็หยุดข้างต้นไม้ที่ค่อนข้างแข็งแรง ไซคิส่งปลายเชือกข้างหนึ่งให้โทโมฮารุ ส่วนตัวเองก็จับปลายอีกข้างแล้ววิ่งไปยังต้นไม้ต้นตรงข้าม พันเกี่ยวมัดเชือกเป็นผมที่คิดว่าแน่นและเร็วที่สุดเท่าที่ตอนนั้นจะทำได้

 

 

“จับไว้แน่ๆ ไม่ต้องสูงมาก”

 

คนจับปลายเชือกอีกฝั่งทำตามที่บอกอย่างเป๊ะๆ ใบหน้าหวานกระสับกระส่ายอยู่ตลอดเวลา สายตาพยายามทำให้มุมองกว้างไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อคอยมองถึงศัตรูที่คงตามมาอีกไม่ไกล

 

ทั้งสองซุ่มหลังต้นไม้ใหญ่เพียงอึดใจ เป้าหมายก็ก้าวมาอย่างรวมดเร็วและรุนแรง ด้วยความหงุดหงิดสายตาคู่นั้นไม่ทันเห็นเชือกที่ถูกขึงอยู่เบื้องล่าง ขาคู่ใหญ่สะดุดเส้นเชือกล้มตึงไปกับพื้น 

 

เป็นไปตามแผนที่อีกคนคาดไว้ เจ้าของความคิดโผล่พรวดออกมาจากหลังต้นไม้ ใช้น้ำหนักตัวของผู้ชายกดทับศัตรูไว้ มือใหญ่คว้าข้อมือฝ่ายตรงข้ามแล้วจับบิดให้กริชในมือหลุดออก มืออีกข้างคว้ากริชนั้นรีบโยนสไลด์ไปทางฝ่ายหญิงสาว  “โทโมะ! หยิบ!!” 

 

ร่างเล็กรีบพุ่งออกมาจากหลังต้นไม้คว้ากริชขึ้นมาตามที่บอกอย่างรวดเร็ว เห็นดังนั้นชายหนุ่มที่กำลังเสียเปรียบก็สบถออกมาอย่างรุนแรง หายใจเข้าเสียงดังเรียกพละกำลัง พลิกตัวสะบัดคนข้างบนให้หลุด แล้วปล่อยหมัดเสยคางคนเสียจังหวะเต็มแรง

 

อึ้กกก!”  ไซคิร้องเสียงหลง แต่คนอย่างเขาต้องไม่เสียท่าเปล่า มือที่ถือคมมีดไว้ฉวยจังหวะที่อยู่ในระยะใกล้กัน ปักไปที่ขาของอีกฝ่ายอย่างแรงแล้วดึงออกพรวดเป็นผลให้คนร้ายร้องเสียงดังลั่นป่า และในเสี้ยววิถัดมาเลือดสีแดงสดก็รินไหลออกมาจากบาดแผลเป็นจำนวนมาก

 

ด้วยความเจ็บทรมาน ขาแกร่งนั่นสะบัดถีบโดนตัวชายหนุ่มจนไถลหวืดออกไปกระแทกกับลำต้นไม้ที่อยู่ข้างๆ  “อั้กก!” เลือดสีเดียวกันไหลรินจากมุมปากเล็กน้อย จากการที่โดนกระแทกหลายต่อหลายครั้ง

 

“ไซคิ!!!!!”  ริมฝีปากบางตะโกนเรียกชื่ออีกคนเสียงดัง การกระทำไว้กว่าความคิด หญิงสาวออกวิ่งไปหาอีกคน แต่ดันโดนคนร้ายขัดขาซะก่อนจนล้มลงไปกองที่พื้น

 

เห็นดังนั้นเจ้าตัวก็จะเข้าไปช่วย แต่เพียงแค่ลุกขึ้นมา ร่างกายก็เซ ภายในร่างเจ็บแปลบอย่างที่เขารู้เลยว่าอวัยวะภายในรับภาระหนักกว่าที่เคยไปแล้ว “บ้าเอ๊ยยย! โทโมะ!! มีด!! ป้องกันตัวไว้!”

 

มือบางกระชับกริชที่อยู่ในฝ่ามือเล็งเข้าหาฝ่ายที่ควรต่อสู้แล้วพุ่งเข้าใส่  ด้วยการเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้ามที่ช้าลงทำให้หลบคมกริชไม่ทันถากเขื้ที่สีข้างจนเลือดสีแดงย้อมตัวเขาเข้าไปอีก แต่แม้ทั้งๆที่บาดเจ็บมากมายขนาดนั้นอีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมแพ้ จับคว้าแขนแบบบางหมายจะจับบิดให้กระดูกร้าวหรือเคลื่อนไปซะ

 

อีกด้านที่ตั้งตัวลุกขึ้นได้แล้ว ไม่รอช้ารีบพุ่งเข้ามายกเท้าถีบไปเต็มแรงที่หลังอีกฝ่าย “อย่ามาเมินกันนะเฮ้ย!!”

 

“เป็นอะไรมั้ย?”  ต่างฝ่ายต่างเหนื่อยและเจ็บ ด้านคนร้ายเหมือนจะเลิดความคิดที่พุ่งเข้าใส่ชั่วขณะ และแน่นอนว่าทางสองคนด้านนี้ก็ไม่คิดจะพุ่งเข้าใส่เช่นเดียวกัน

 

“ม..ไม่…ไม่เป็นไร...”

 

“ยังไหวมั้ย?...แน่ใจนะว่าไม่เป็นไร”

 

“โอเค..ฉันโอเค”  หญิงสาวหอบจนตัวโยน ดวงตาที่เคยเปล่งประกายแสดงออกอย่างเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่ได้เป็นมานาน  “ ไซคิ…เลือด..เลือดมัน.....”

 

“ฮะ? อะไร?”

 

“บ้าชะมัด...เลือดออกเยอะไปแล้ว..”

 

“ก็นะ...นานๆทีก็ถ่ายเลือดออกมั่งอ่ะนะ.. แต่ก็ไม่ได้อยากเลือดหมดตัวหรอก..”

 

“นี่มันเรื่องบ้าอะไร..”

 

“บางทีอาจจะติดยา... ...คงไม่ได้ติดยาจริงๆหรอกมั้ง...”  คนที่เป็นประเด็นสนทนาเริ่มตั้งตัวได้อีกครั้ง

 

“…ถึงกับฆ่าคน...เลยเหรอ...” แม้จะพยายามควมคุมตัวเองเต็มที่แต่ก็ไม่ง่ายเลยที่เสียงที่เปล่งออกมานั้นจะไม่สั่น ละยิ่งทำให้ตกใจมากขึ้นไปอีก เมื่อฝ่ายตรงข้ามที่ควสรจะหยุดได้แล้วกลับพุ่งเข้ามาด้วยแรงและอารมณ์โกรธมหาศาล

 

“เวรเอ้ยย!”  ไซคิรีบลุกพรวดแล้วออกตัวลากอีกคนวิ่งเข้าไปในป่าที่รกทึบและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

 

แต่อีกฝ่ายก็ไม่ลดละ วิ่งตามอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนว่าตัวเองจะกระแทก ต้นไม้ หิน กิ่งไม้ หรือจะมีอะไรขวางทมางก็ตาม

 

“..ไม่รู้สึกเจ็บรึไงวะ..ชิท.. แทงอีกซักรอบดีมั้ยยย”  ด้วยความที่ตัวเบาและเล็กกว่า ทั้งสองวิ่งออกมารักษาระยะห่างได้พอสมควร จึงมองหาที่ซ่อนเพื่อพักก่อน

 

“เหนื่อย..เป็นบ้า..”

 

“อึก…”  เป็นการตัดสินใจที่ถูก เพราะในตอนนี้แค่จะทำให้การเข้าออกของลมหายใจตัวเองเป็นปกติทั้งคู่ยังไม่สามารถเลย

 

“ระวัง...ช็อค...”

 

เสียงลมหวีดหวิวและเสียงต้นไม้รอบข้างที่กระทบกันด้วยแรงลมกลบเสียงหอบหายใจหนักๆของทั้งคู่จนมิด ฝ่ายไซคิพยายามเค้นสมองที่เจ้าตัวภูมิใจนักหนาหาแผนการที่เหมาะสมและดีที่สุด

 

“........กริช...กริชเธอ...ยังอยู่มั้ย?”

 

“..อยู่......นี่”  มือบางที่สั่นอย่างชัดเจนยกชูขึ้นให้ดู

 

“โอเค...งั้น...เอามาให้ฉัน....”

 

“......จะทำอะไร..” แม้ยังไม่เข้าใจแต่เจ้าตัวก็ส่งกริชให้

 

“....เอาน่ะ..... ถ้าจะวิ่งต่อ.. เธอจะไหวป้ะ?....”

 

“อือ..ไหวๆ...”

 

“งั้นเธอวิ่งไปข้างหน้านี้ต่อเลย...โอเคนะ...หาทางทะลุไปถนนได้ยิ่งดี”

 

“หะ......เดี๋ยว หมายความว่าไง แล้วนาย...? ..คงไม่ได้คิดจะทำอะไรเสี่ยงๆหรอกนะ”

 

“ไม่เสี่ยงหรอกน่า...แค่นี้สบายมาก…”  สีหน้ามั่นใจถูกส่งให้เป็นคำตอบ ความจริงแล้วสิ่งที่เขากำลังคิดไม่ใช่แผนการที่ซับซ้อนหรือดีอะไรเลย..เขาแค่อยากให้เพื่อนรอดกลับไปได้ ..เขามั่นใจว่าอีกคนต้องหาทางออกไปได้แน่ๆ เพียงแต่ต้องใช้เวลา และเขาก็จะใช้ตัวเองแลกกับเวลาที่ว่านั่น

 

“ไม่เอา  ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้นแหละ”  ไม่ได้ยากเกินกว่าที่โทโมฮารุจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่อีกคนจะทำ

 

“ไม่ได้... เธอ....ต้องเป็นคนไปตามตำรวจมา ...”

 

“ไม่……ไม่ได้...ให้นายอยู่คนเดียวได้ยังไง ไม่เอาหรอก...”  เสียงสั่น..สั่นอย่างที่ไม่อยากให้มันเป้นไปตามที่อีกคนว่าไว้

 

“บ้าจริง...นี่เธอคิดว่าฉันจะไม่ไหวเราะ...แค่นี้เอง...”

 

“ ..ฉันพูดจริงๆนะ” 

 

“ฉันก็พูดจริง.... อย่าทำเหมือนฉันจะไปตายเด้”  อีกคนพยายามยิ้มขึ้นปลอบใจอีกคนและเรียกกำลังใจตัวเอง หูที่คอยเงียฟังเสียง ได้ยินเสียงต้นไม้ไหวดังที่แปลกแตกต่างไปจากสายลม  “วิ่งไปซะ...”

 

“...”  โทโมฮารุไม่ได้ตอบอะไรแต่ก็ไม่ได้ออกวิ่งไป ริมฝีปากบางเม้มแน่น คิ้วเรียวขมวดอย่างคนไร้หนทางที่ดีกว่า

 

“โทโมะ....ถ้าอยู่แบบนี้เธอจะอันตรายนะเฮ้ย....”

 

“...”  สาวน้อยยังคงสับสนและไม่เกิดไอเดียที่เป็นหนทางออก ความคิดตีกันสับสนว่าควรทำตามหรือควรจะขัดขืน…..  “…ก็ได้…ฉันจะไป”  เสียงสั่นถูกเอ่ยออกมาอยบ่างไม่มั่นใจ 

 

“โอเค แล้วฉันจะตามไป...หาทางให้ได้ล่ะ”   ฝ่ามือใหญ่ตบเบาๆที่บ่าเล็ก แล้วเจ้าของมือก็วิ่งพรวดหายกลับไปในพุ่มไม้ที่เพิ่งผ่านมา

 

แม้อีกคนจะไปแล้ว..แต่เธอก็ยังไม่ได้ขยับไปไหน ยังยืนตรงนี้ อยู่ที่เดิม ....ก่อนความมุ่งมั่นจะถูกปลุกขึ้นมา เธอหันไปทางที่อีกคนไป แล้วก้าวเดินอ้อมในเส้นทางที่คาดว่าขนาบทางอีกทาง เธอไม่ต้องการให้ใครเป้นผู้เสียสละทั้งนั้น และยิ่ง...การเสียสละเพื่อเธอ 

 

อีกฝ่ายที่ยังไม่รู้ว่าโดนเพื่อนสาวแอบตามมา ยังกึ่งเดินกึ่งวิ่งย้อนทางเดิมกลับไป ทางข้างหน้ามีแต่ความมืดที่เห้นเพียงเงาต้นไม้รางๆ และกลุ่มพุ่มไม้รกบดบัง แล้วจู่ๆใครบางคนก็พุ่งโผล่พรวดออกมาจากพุ่มไม้ข้างหน้าพร้อมหมัดใหญ่ที่นำมาก่อนตัว แต่โชคดีที่เขาหูดีพอที่จะได้ยินเสียงพุ่มไม่ก่อนเลยสามารถหลบได้แบบฉิวเฉียด

 

            ไซคิรีบถอยออกห่าง มืซ้ายและขวาจับมีดและกริชอย่างละข้างอย่างมั่นคง เมื่ออีกฝ่ายขยับตัวความมีดทั้งสองสิ่งก็พุ่งเข้าหาทันที

 

ประกายแสงจากคมเหมือนเป็นเครื่องเตือนความอันตรายที่ใกล้เข้าหาตัว ชายผู้ร้ายหลบได้อย่างไม่น่าเชื่อ แล้วสวนหมัดเข้าไปอีกครั้งแบบไม่เกรงกลัว

 

ขายาวขยับหลบหมัดอันตรายแล้วปักมีดลงไปที่แขนอีกฝ่ายแบบเต็มแรง เสียงร้องโหยหวนอย่างน่าหวาดหวั่นดังขึ้นอีกครั้ง

 

ความเจ็บปวดระดับที่คนทั่วไปไม่น่าทนได้ ทั้งๆที่อีกฝ่ายน่าจะทรุดหรือยอมแพ้ไปแล้ว กลับกัน ความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงยิ่งไปกระตุ้นความบ้าคลั่ง มือคู่ที่ใหญ่กว่าคว้าหมับแน่นที่คมอาวุธทั้งสองด้านอย่างคนไร้ความรู้สึกพร้อมออกแรงที่มากล้นดันเจ้าของคมมีดไปติดต้นไม้จนไม่มีทางหนี

 

ในเมื่ออาวุธที่มีจะเป็นตัวล็อคเขาไว้ ชายหนุ่มเลือกที่จะปล่อยมือ ทิ้งจากอาวุธแล้วใช้หมัดของตัวเองออกแรงเท่าที่รวบรวมได้ชกไปกลางหน้าคนข้างหน้า จนเลือดกำเดาไหลหยดออกจากโพรงจมูก

 

แม้จะเปล่งเสียงร้องไม่น่าฟัง แต่ก็ยังยื้อตัวไม่ปล่อยอีกคนจากการล็อคกุม เข่าหนากดขาอีกคนไว้ไม่ให้ขยับ แล้วเงื้อมีดในมือขึ้น..!

 

เพียงจังหวะเดียว ไซคิใช้จังหวะเล็กๆนั่นวาดกริชในมือที่เหลืออยู่ผ่านจุดอ่อนที่ท้องอีกฝ่ายเป็นรอยยาว  และเมื่ออีกฝ่ายชะงักจนผ่อนแรงที่กดขาไว้ จึงรีบใช้โอกาสนี้ยกเท้าถีบซ้ำไปยังแผลที่ท้อง อีกฝ่ายชะงักไปหลายที แต่กลับไม่ล้มหรือผละออก มือที่น่ารังเกียจใช้มีดปักไปที่กลางแขนอีกคน ชายหนุ่มกัดฟันระงับความเจ็บ แล้วขยับมือตวัดใช้กริชกรีดไปข้างหน้าสุ่มๆแต่ดันไปโดนที่ใบหน้าของชายตรงหน้า เป็นแผลยาวตั้งแต่แก้มเหนือขึ้นไปถึงตา

 

ยังไม่จบ..! แม้จะสูญเสียการมองเห็นไปกว่าครึ่ง แต่ชายคนนั้นกลับไม่ถอยออกไป มือหนาขยับไปบีบคอชายอีกคนอย่างแรง จนคนตัวสูงลอยขึ้นเหนือพื้นดิน

 

“หยุดสักที!! หยุดได้แล้ว!!!!”  หญิงสาวอีกคนที่ซุ่มดูอยู่มานาน หมดความอดทน พุ่งออกมาจากหลังต้นไม้อย่างผิดคำพูด แต่ไม่ได้ผิดความตั้งใจของตัวเอง

 

“.....อึ้ก... ท...โทโมะ.....!”

 

หมัดเล็กๆแต่แรงเยอะกว่าที่เห็นถูกปล่อยใส่แผลบนใบหน้าของผู้ร้ายเพื่อซ้ำ ด้วยสัญชาติญาณอันน่ากลัวชายผู้นั้นหันมีดในมือมาหาอีกฝ่ายออกสวนถากลึงลงไปที่สีข้าง

 

“อึ้ก แค่กๆๆๆๆ”  เพราะอีกคนช่วยไว้เขาเลยหลุดออกมาได้  “ยัยบ้า!”  ร่างกายฝืนความเจ็บวิ่งไปหาอีกคนทันทีที่ตั้งตัวได้

 

“อ..อึก...”  ความรู้สึกเจ็บและแสบรุนแรงอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมา สาวเจ้าก้มไปมองบาดแผลตัวเองสั่นๆ ทันทีที่เห้นแผลและเลือดที่ไหลออกมาก็แทบจะช็อคค้างอยู่ตรงนั้น

 

“ถ้ากลัวก็อย่ามองเซ่!”  อีกคนรีบใช้มือกดแผลที่สีข้างให้เลือดหยุดไหล หวังให้สภาพอากาศที่เย็นเยือกทำให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น

 

“เจ็…เจ็บ…..ไม่ไหวแล้ว”  มือบางกำแขนอีกคนแน่นจนเล็บยาวๆของผู้หญิงจิกลงไปที่แขน ทั้งเนื้อทั้งตัวสั่นไปหมดจนแทบแยกไม่ออกว่าเพราะอากาสหนาวหรือเพราะความเจ็บปวด ดวงตาโตหรี่ลงอย่างเจ็บปวดน้ำตาใสคลอหน่วยที่เบ้าตา

 

“แล้วใครใช้ให้ตามมาเล่าา ปัดโธ่..”  ไซคิถอดผ้าพันคอของตัวเองที่ก่อนหน้าเป็นของอีกคนแล้วโปะไปบนแผลโทโมฮารุ แล้วออกแรงนิดหน่อยกดซ้ำ

 

“ที่บอกให้ไปตามตำรวจน่ะ....ทำไมไม่ไปเล่ายัยบ้า”  

 

“..ไม่..รู้ ฉัน..ไม่อยากแยกกับนาย”  ว่ากันว่ารางสังหรณ์ของผู้หญิงแม่น และเธอก็สังหรณ์ว่าจะต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแน่ ถ้าเธอหนีไปคนเดียว

 

เขาถอนหายใจนิดแล้วลูบผมสีทองแปะๆ ในหัวคิดอยู่ว่าจะออกไปยังไงดี แล้วจู่ๆก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึนจากทางฝ่ายศัตรูที่หยุดคลั่งและดูเหมือนจะยอมแพ้แล้ว  “เสียง? .. ของเธอป่ะ?”  หันไปถามคนที่มาด้วยกัน แต่อีกคนก็ตอบกลับแค่การส่ายหัวเบาๆ

 

ดวงตาคมหันไปมองฝ่ายผู้ร้ายที่พยายามจะเขยิบย้ายตัวเองหนีแทน  “อยู่ตรงนี้...แปปเดียว..” กล่าวแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปทางฝ่ายตรงข้าม แต่ทางนู้นก็คิดแต่จะหนีออกห่างเท่านั้น

 

“เดี๋ย— ”  โทโมฮารุยังไม่ทันที่จะเรียกไว้ ทั้งศัตรูและอีกคนก็วิ่งหายไปจากทางข้างหน้าแล้ว

 

“..รอเดี๋ยวดิ!”   ขายาววิ่งอย่างกระท่อนกระแท่นตามรอยลอยเลือดที่หยดเป็นทางที่พื้นไป  แต่พอเงยหน้าขึ้นมองทางอีกฝ่ายก็หายไปจากสายตาแล้ว  “อ้าวเฮ้ย...”

 

เส้นทางเลือดที่อยู่เป็นหย่อมๆยังบ่งบอกทางที่เจ้าของเลือดไปอย่างดี เขาเดินตามรอยเลือดนั้นไป เพียงไม่นานก็เจอกับบ้านหลังหนึ่งที่ดูน่าสงสัยเป็นที่สุด ด้วยสภาพบ้านที่เก่าและทรุดโทรมเหมือนจะพังแหล่มิพังแหล่ แต่เขาก็ตัดสินใจผลักประตูเข้าไป เพียงออกแรงเล็กน้อยบานประตูก็สั่นเหมือนจะหลุดออกจากบานพับอย่างไรอย่างนั้น สายตากวาดมองรอบๆบ้านเห็นเพียงเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ขาดๆ กับฝุ่นหน้าทึบ แสดงให้เห็นว่าเป็นบ้านร้างไร้คนมาเป็นเวลานาน แต่ที่พื้นบ้านเก่าๆผุๆฝุ่นเขรอะนั่น ก็ยังมีรอยเลือดหยดเป็นดวงๆมุ่งไปทางหลังบ้าน เขาจึงเดินตามไป

 

เพียงก้าวไปไม่กี่ก้าว ก็หยุดชะงักด้วยเสียงอุปกรณ์สื่อสารของเขาที่เงียบมานาน  “อ่าว...สัญญาณ?”   เขาหยิบขึ้นมามองงงๆเพียงแว่บเดียวก็กดโทรหาตำรวจเรียกรถพยาบาลแจ้งตำแหน่งทันที จากนั้นจึงตัดใจไม่ตามรอยเลือดนั่นไปแล้ววิ่งกลับไปทางเดิมที่อีกคนอยู่

 

“โทโมะ!”  เสียงที่นำมาก่อนตัวโผล่พรวดออกมาจากดงไม้ตรงหน้าอีกฝ่ายที่นั่งหอบอย่างอ่อนแรง

 

“......อีกแปปนึง...ตำรวจ...จะ..มา...” เขาก้าวช้าๆแบบคนจะไม่ไหวแล้วไปทรุดตัวลงนั่งพิงต้นไม้ข้างๆอีกคน

 

“อือ...อืม..นาย.....เจ็บมากมั้ย..”

 

“ไม่..เท่าไหร่.....”

 

ต่างฝ่ายต่างไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะแค่แรงจะขยับปากยังแทบไม่ไหว และตอนนี้ที่ต้องทำคือใช้แรงกับการฝืนถ่างตามากกว่า นั่งอยู่ตรงนั้นราวสิบนาที ข้างหน้าก็เกิดแสงไฟสว่างวาบ แล้วบุคคลในเครื่องแบบตำรวจก็วิ่งเข้ามาหาราวสามสี่คน

 

“ฮ..เฮ้ย...”  จู่ๆคนข้างๆก็ฟุบลงไป เลยเขยิบเข้าไปตรวจชีพจรดูก่อน พอเห็นว่าปกติดีก็ค่อยสบายใจ ช่วยพยุงอีกคนขึ้นมาแล้วค่อยตามตำรวจออกไปที่รถตำรวจ แล้วตรงไปโรงพยาบาล ระหว่างทางก็เหนื่อยจนหลับไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ...และนั่น...อาจจะเป็นวาเลนไทน์ที่เลวร้ายที่สุดที่ทั้งสองเคยได้รับมา...

 

เรื่องราวหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้น ไม่อาจที่จะกล่าวเอาไว้ได้ในที่นี้

 

รู้เพียงว่าตอนนี้ ทั้งคู่ ไม่ได้ตาย ยังมีชีวิตอยู่

 

ชีวิตที่จะใช้ต่อไปในอนาคต

 

ไม่ว่ามันจะมีเรื่อง

 

สุข

 

หรือ

 

ทุกข์

 

 

 

-------------------------------

THE END

 

 

 

 

 

จบ...แล้ว...จ้า TvT)ง

อย่างแรกขอขอบคุณคนที่พยายามฮึดอ่านตั้งแต่แรกยันจบมากๆๆๆๆๆๆๆ แม้ว่าจะมีหรือไม่ก็ตาม lol

อนึ่ง การแต่งทั้งหมดนี้ ไม่ได้จะโชว์พาวแต่อย่างใด แต่อยากทำ อยากทุ่มเท อยากลองฝืนตัวเองดู กร๊ากก(...)

ส่วนตัวเราแล้วเป็นคนที่แต่งฟิคห่วยๆคนนึง ภาษาย่ำแย่คนนึง แถมดองมากๆ และไม่ได้แต่งฟิคมาเป็นเวลานาน ฟฟฟฟฟ

สารภาพ..ไม่เคยเขียนยาวขนาดนี้ แถมยังมีคำพูดและพล็อตล็อคไว้แล้วด้วย ฟฟฟฟฟ Orz

คำพูดเยอะมากๆจนเขียนบรรยายไม่ได้ ทีแรกกะจะให้เป็นการบรรยายแบบสบายๆเล็กๆน้อยแบบที่กวนประสาทไม่หนักหัว..

จนกระทั่งถึงโค้งสุดท้ายของเดดไลน์แห่งเดดไลน์(...) ไม่ไหวแล้วข่ะะะะะ ตบะแตกลากลบคำพูดทิ้งอย่างอาลัยอาวรณ์(?)และพิมพ์รัวๆ ฟฟฟฟฟฟฟฟ ตัวหนังสือเยอะมาก บ้าจริง พี่ชาย Orz

และที่สำคัญ ! ไม่ได้เช็คซ้ำ ไม่ได้อ่านซ้ำ ไม่ได้แก้คำพูด ไม่ดูว่าเรียงถูกรึเปล่า 5555 #.....

เพราะแบ่งการเขียนสลับๆกันไปไม่ได้เขียนเรียง สำนวนอาจจะใช้ซ้ำใช้แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ ก็...เลทอิทโกว...นะคะนะ

เกือบสุดท้ายยย ขอบคุณพี่มิ้ว โทโมฮารุจัง ที่มารวมเล่นอีเว้นกระชากตับกับเราและลูกชายย เย่ /// v \\\

สาบานว่านี่กู๊ดเอนด์จริงๆนะ? lol

ขอบคุณพี่ๆสตาฟฟ์สำหรับกิจกรรมสุดเฟบูลัสนี่ด้วยค่ะ อรั้ยย /// 3 \\\

จริงๆแล้วตอนนี้เป็นช่วงครบครึ่งปีที่เข้าคอมมูพอดีด้วยล่ะ ! //ตื่นเต้ล

ขอบคุณสำหรับครึ่งปีที่ผ่านมา และในอนาคตข้างหน้า ..อยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆนะคะ กรีชเขิน /// 7 /// #...

 

[K] Nyuuwa Kirameki

posted on 14 Mar 2014 17:21 by loveyanisa
//ผ่าง(....)
 
 
 
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของงงงง
 
 
 
--------------------------------------------------------
 

 
 

สังกัด : Strain + Ashinaka ฝั่งมหาลัย คณะ นิเทศศาสตร์ ปี 1

ชื่อ นิววะ คิราเมกิ / Nyuuwa Kirameki / 柔和   煌き 

อายุ : 18 ปี

วันเกิด วันพฤหัส 18 พฤษภาคม 1995

สีตา : น้ำตาลเข้ม

สีผม : สีน้ำตาลอ่อนไฮไลท์ชมพูและม่วง (สีผมจริงเป็นสีน้ำตาลอ่อน แต่มาย้อมสีอื่นทีหลัง)

กรุ๊ปเลือด : O 

ส่วนสูง : 167 ซม.

น้ำหนัก : 47 กก.

ลักษณะเด่น สีผม ทรงผม และลักษณะการแต่งตัว..

สิ่งที่ชอบ ของที่กลมๆนิ่มๆขนฟูๆ ,ดาว ,หัวใจ ,อะไรก็ตามที่ดูน่ารัก

สิ่งที่เกลียด การอยู่ในที่มืดๆกับคนอื่น ,การที่ตัวเองคุมพลังไม่ได้ ,การถูกเรียกว่าสัตว์ประหลาด ,งู

ความสามารถพิเศษ : เล่นดนตรี ,เทควันโด้ ,การแสดง ,มองทุกอย่างให้น่ารัก,ทำตัวเป็นสาวน้อยโลกสวยใสซื่อไม่ทันคน(...)

ที่มาของพลัง ได้มาจากเหตุการณ์ Emerald Day

ที่อยู่ปัจจุบัน อยู่ที่คอนโดในย่านชุมชน [เขตที่ 11 ตามแผนที่เมือง]

ที่อยู่ที่สามารถพบเห็นได้ : ร้านขายของน่ารักๆ ,ร้านน้ำชา ,ไทม์สแควร์ ,มหาลัยวิทยาลัยอาชินากะ 

ประเภทของพลัง B.ความสามารถด้านการควบคุม [ควบคุมธาตุ] 

ลักษณะของพลัง พลังในการควมคุมแสง [เพิ่มลดความเข้ม-ความสว่างของแสง/ รวม-กระจายแสง]

ครอบครัว :

          พ่อเป็นนักการเมือง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (MEXT เพราะเป็นคนของรัฐบาลทำให้พอรู้เรื่องของเหล่าราชา แคลนสี และสเตรนบ้าง แต่รู้เพียงผิวเผินเท่านั้น และพอเดาได้ว่าลูกสาวตัวเองคือสิ่งที่เรียกว่า สเตรน แต่ก็ปิดบังเอาไว้ไม่บอกใครแม้แต่ในครอบครัว

          แม่เป็นอดีตนางแบบ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารและช่วยด้านดีไซน์ในบริษัทผลิตเสื้อผ้าของครอบครัว ไม่ทราบเรื่องแคลนสีและสเตรนเลย รู้เพียงแต่ว่าลูกตัวเองมีพลังพิเศษ จึงพยายามช่วยๆกันให้ควบคุมและใช้ชีวิตได้ปกติไปพร้อมๆกับพลังนั่น และแน่นอนว่าเก็บเรื่องพลังนี้ไว้เป็นความลับแค่ในครอบครัว 

          มีพี่ชายที่อายุมากกว่า 10 ปี อยู่หนึ่งคน ปัจจุบันเป็นรองผู้บริหารในบริษัทเสื้อผ้าของตระกูล เพราะพ่อกับแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ พี่ชายจึงเป็นคนในครอบครัวที่สนิทด้วยที่สุด ตามใจที่สุด และเป็นคนที่คอยช่วยเรื่องพลังมากที่สุด 

          เคยมีน้องสาวที่อายุน้อยกว่าสองปี หนึ่งคน แต่เมื่อตอนที่เธออายุ 14 ปี น้องสาวและตัวเธอถูกโจรลักพาตัวจับไปเรียกค่าไถ่ ตอนนั้นด้วยความสามารถของตัวเองจึงสามารถพาน้องสาวหนีออกมาได้ แต่บริเวณที่หนีออกมากลับล้อมรอบไปด้วยป่า ทำให้ทั้งสองหลงทาง ระหว่างนั้นเธอเกือบถูกงูกัดแต่น้องสาวก็เข้ามาขวางไว้ทำให้น้องได้รับพิษจากงู และกว่าที่บ้านจะตามหาจนเจอน้องสาวก็ได้รับพิษไปมาก จนสุดท้ายก็เสียชีวิตที่โรงพยาบาล 

ประวัติ :

          เกิดมาในครอบครัวที่ดูสะดวกสบายไปหมด แต่ไม่ได้ถูกเลี้ยงมาเพื่อเป็นคุณหนู โดนเลี้ยงมาเพื่อให้ทำทุกอย่างด้วยตัวเองเป็นแม้จะอยู่คนเดียว เรื่องมารยาทหญิงมีพร้อมตามที่สมควรมี ทำอาหารเป็น เย็บปักถักร้อยได้ จัดดอกไม้ไหว ชงชาโอเค เรียกว่าเป็นผู้หญิงที่เกือบครบสูตร..

          ทำตัวเรียบร้อยน่ารักใสซื่อสมหญิงเป็นกุลสตรีแทบตลอดเวลา แต่ลึกๆจริงๆแล้วก็เป็นผู้หญิงซนๆ หัวรั้น อยากรู้อยากลองและเอาแต่ใจแถมติดพี่และติดเพื่อนคนนึง ตั้งแต่ได้มาอยู่คนเดียวที่ชิซุเมะก็พยายามเปิดโลกให้กว้างขึ้นและเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างที่ไม่เคยได้ลอง

         เกิดมาเป็นเด็กธรรมดาที่โชคดีคนนึง จนกระทั่งได้รับพลังมา ทำให้คิดว่าตัวเองประหลาดอยู่บ่อยๆ...เคยสติแตกควบคุมพลังไม่ได้จนกระทั่งทำให้พี่เลี้ยงสูญเสียการมองเห็นตลอดชีวิต หลังจากนั้นก็คิดว่าพลังที่ได้มาเป็นคำสาป.. (ปัจจุบันพี่เลี้ยงคนนั้นตายไปแล้ว) 

          ไม่ยุ่งเรื่องการเมืองทุกชนิดทุกสายทุกประเภท 

          บ้านจริงๆไม่ได้อยู่ที่ชิซุเมะ

          ถูกส่งให้เรียนศิลปะการป้องกันตัวอย่างเทควันโด้ด้วย เพื่อที่จะป้องกันตัวเองได้แม้จะแรงน้อยและเรียบร้อยมาก..

          ที่บ้านเลี้ยงทั้งหมา แมว กระต่าย นก ปลา กระรอก มากมายก่ายกอง และส่วนมากเป็นสัตว์ทีเก็บมาจากข้างถนน

          ตอนเด็กๆ ด้วยเพราะผมสีอ่อนๆ แต่งตัวก็แหววๆ แถมเป็นเกิดมาโชคดี๊โชคดี และยังมีสัตว์รอบตัวมากมาย เลยถูกเพื่อนๆเรียกว่า บาร์บี้ ....ซึ่งจริงๆตัวเองไม่ได้รังเกียจบาร์บี้แถมดูครบทุกภาคอยู่หรอก แต่พอโดนเรียกบ่อยๆเข้าก็เริ่มไม่ชอบบาร์บี้ขึ้นมาเฉยๆ..

           ตอนประถมเคยควบคุมพลังไม่ได้ต่อหน้าคนอื่น ทำให้ถูกเรียกว่าสัตว์ประหลาดและไม่มีใครคบ จนสุดท้ายก็ย้ายโรงเรียน ทำให้กลัวเรื่องพลังถูกเปิดเผยต่อหน้าคนอื่นมากๆ

นิสัย :

-ใจดี รักโลก รักเด็ก รักสัตว์ รักธรรมชาติ รักสิ่งแวดล้อม แบบมิสยูนิเวอร์ส เพราะถูกที่บ้านฝึกมาให้เป็นแบบนั้น

-พูดเพราะ แต่ไม่ได้เพราะมากหรือทางการเว่อร์

-ลึกๆแล้วก็เหมือนจะเป็นเด็กเก็บกดอยู่ เพราะเป็นคนที่ติดจะซนๆ ชอบรู้ชอบลองไปหมด และเอาแต่ใจพอสมควร

-ร้ายลึก..

-โกรธยาก แต่โกรธทีก็โกรธหนัก โกรธแรงและโกรธนาน..

-ขี้แกล้ง ยิ่งกับคนที่ชอบจะแกล้งหนักเลย..

-รักสนุก และชอบลองอะไรแปลกๆใหม่ๆ

-ช่างจินตนาการและช่างฝันพอสมควร มักจะเชื่ออะไรที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้หรือพวกตำนานคำบอกเล่า

ข้อมูลเพื่มเติม : 

-เรื่องน้องสาวเป็นจุดอ่อนมาก..

-แม้ตัวเองจะเกิดมาในครอบครัวที่โชคดี แต่ก็ไม่ชอบอวด เวลาแนะนำตัวก็มักไม่พูดนามสกุล ไม่งั้นจะมีคนรู้ว่าพ่อเป็นนักการเมือง ซึ่งเจ้าตัวไม่ชอบโดนล้อหรือโดนบอกว่าเส้นใหญ่หรอก..

-ความจำดี ถ้าเคยเจอใครและได้พูดคุยกันมาก่อนจะจำได้แม่นเลย

-รู้ว่าชื่อตัวเองยาว เพราะงั้นใครจะเรียกย่อๆสั้นๆก็ไม่ได้ว่าอะไร

-มีสไตล์การทำผม และแต่งตัวที่เรียกได้ว่าเป็นตัวของตัวเองสูง..โดยไม่สนว่า มันจะเข้ากันรึเปล่า..

-ไม่รู้ว่าตัวเองคือสิ่งที่เรียกว่า สเตรน แค่คิดว่าเป็นความผิดพลาดอะไรซักอย่าง ไม่ก็เป็นคำสาป

-รักครอบครัว เพื่อน และสัตว์เลี้ยงมาก ถ้าใครมาทำอันตราย นินทาว่าร้าย จะโกรธมาก

-เข้าใจว่าทุกคนที่รู้ชื่อกัน และได้คุย ถึงจะไม่กี่ครั้ง ก็เป็นเพื่อนกันแล้ว

-ชอบความมืดมากพอๆกับที่เกลียด 

-ตัวเรืองแสงได้(...) ดังนั้นตอนกลางคืนมักจะไม่ค่อยออกมาถ้าไม่จำเป็น อนึ่งสามารถควบคุมได้ แต่เหนื่อย..

OK : NL GL 

ทางติดต่อ : Twitter : @K_Kirameki

CV : Yoshino Nanjo

 

-----------

อัพละเอียดไปมั้ย ฟฟฟฟ 6__6

ไม่ต้องอ่านหมดก็ได้นะคะ เขินน //7// #....