[K] Valentine Event

posted on 06 Apr 2014 22:58 by loveyanisa
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมู♥
 
 
 
 
 


-----------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
หากอ่านจากบล็อคพี่มิ้วมา สามารถทำให้ต่อกัน(?)โดยเริ่มจากเส้นแรกถัดจาดคำบรรยายล้วนได้นะก๊ะ! (ถัดจากส่วน warning ทั้งหมด ล่ะก๊าา <3) เลื่อนๆผ่านไปซักนิดก็จะเจอล่ะ X3
 
-----------------------------------------------------------------------------------------------

*เอนทรี่นี้มีเนื้อหาและตัวหนังสือเยอะมาก แถมไม่มีรูปซักนิด ใครขี้เกียจอ่านก็กดปิดไปนะก๊ะ ไม่ก็เลื่อนล่างสุดไปเลย ! เย่*

**และ ! มัน กาก มาก เย่วววว !**

 

FANFIC? VALENTINE EVENT

         

 

 

 

          ณ คืนวันพิเศษวันหนึ่งท่ามกลางฤดูหนาวของประเทศญี่ปุ่น... คืนวาเลนไทน์ วันที่ถูกขนานนามว่า ‘วันแห่งความรัก’ วันที่คู่รักจะแสดงความรักของพวกเขาแก่กันโดยให้ดอกไม้ ขนม ลูกกวาด หรือส่งการ์ดอวยพรกัน หรือบ้างก็ว่าเป็นวันที่เหล่าหญิงสาว(และหลายๆครั้งก็มีชายหนุ่ม..)ล้วนสารภาพความในใจ แสดงความรักต่อคนที่ชอบ ฟังดูแล้วมันก็คือวันที่สุดแสนจะโรแมนติกวันนึงนี่เอง

 

          แต่หากมีเวลาว่างมากพอที่จะเปิดกูเกิ้ลและหาถึงข้อเท็จจริงแห่งประวัติศาสตร์ของวันที่สิบสี่กุมภานี้ ...ซึ่งหาได้มีส่วนใดที่โรแมนติกไม่ หรือถ้ามีก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ที่ไม่อาจเชื่อมโยงกับวันแห่งความรักนี้ได้อย่างสนิทใจ..

 

          ทั้งนี้ทั้งนั้น...นั่นก็เป็นแค่เพียงอารัมภบท ไม่ว่ามันจะเป็นวันแห่งความรักที่หวานเพียงใด หรือประวัติศาสตร์จะดราม่าน้ำตากระจายแค่ไหน ก็ไม่ได้มีสิ่งใดเกี่ยวเนื่องอะไรกับ ‘เธอ’ ผู้ซึ่งมีความสุขอิ่มเอมกับการอยู่ท่ามกลางสายลมในฤดูหนาว และ ‘เขา’ ที่แค่นึกอยากจะมาดูดาวในวันที่ฟ้าปลอดโปร่ง

 

          ‘ไซกะ โทโมฮารุ’ กับ ‘โทคุอิ ไซคิ’

 

          ไม่อาจทราบได้ว่าเพราะพรหมลิขิต หรือใครสั่งมา ที่ทั้งคู่ ต้องมาอยู่ ณ สถานที่แห่งเดียวกัน วันเวลาเดียวกัน และ เป็น‘เพื่อนสนิท’ กัน

 

            “เย็นแฮะ เย็น...”  เสียงพึมพำงึมงำจากปากชายหนุ่มผู้หนึ่ง ท่ามกลางความมืดมิดที่ทำให้ทัศนวิสัยด้านหน้าเลือนลาง นัยน์ตาสีทองที่ควรจับจ้องเส้นทางที่กำลังก้าวเดินกลับมองอยู่สิ่งที่เหนือขึ้นไป...ท้องฟ้า

 

          อีกด้านนึงไม่ห่างออกไปหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีทองสว่างที่กำลังเดินเอื่อยๆรับลมหนาวที่ทวีความเย็นขึ้นเรื่อยๆจนต้องก้มหน้าซุกกับผ้าพันคอสีโปรดจนใบหน้าแทบจะมิดลงไปกับผืนผ้า แต่แล้วในสายลมที่เธอสัมผัสได้ก็มีสิ่งแปลกปลอมที่ต่างจากเมื่อครู่  ...กลิ่น... จะว่าเธอจมูกดีหรือเป็นเซ้นส์อะไรก็ตาม เธอมั่นใจว่าต้องมีบางอย่างอยู่ข้างหน้า บางอย่างที่ค่อนข้างคุ้นเคย

 

          ฝ่ายหนึ่งก็มัวแต่ชื่นชมแต่สิ่งที่อยู่สูงและไกลออกไป อีกฝ่ายก็มัวแต่พยายามนึกถึงความคุ้นเคยในกลิ่นนั่น เรียกว่าเดินไม่มองทางทั้งคู่.. และบทสรุปของการละเลยการเป็นผู้เดินที่ดีนั้น

 

          “เอ่อะะ”  

 

          “เฮ้ยยย”

 

          ก็ไม่ได้เจ็บปวดและแย่อะไรมากมาย นอกซะจาก เดินชนกันเอง....ผลที่รับตามมาก็เพียงแค่ต่างฝ่ายต่างเสียหลักเซไปเล็กน้อย เพราะรีแอคชั่นก็ไม่ได้รุนแรงขนาดต้องล้มโครมโอเว่อร์แบบละครอะไร...

 

          “...ดวงนั้นไปไหนแล้ววะ”  ในขณะที่คนตัวสูงเหมือนจะไม่เลิกให้ความสนใจทั้งหมดไปกับการมองท้องฟ้าและกลุ่มดาว อีกคนที่ตัวเล็กกว่ากลับให้ความสนใจไปข้างหน้า และแอบสบถด่าคนที่ชนตัวเองไปแล้วในใจ

 

          “…ไซคิ ? ”  เสียงสูงเอ่ยชื่อคนตรงหน้าอย่างไม่มั่นใจ

 

          “ เอ้อลืม.. โทษทีๆ...อ้าว...?....”  ส่วนอีกฝ่ายที่เพิ่งระลึกได้ว่าควรละสายตาจากท้องฟ้าลงมาขอโทษ ทีตอนแรกก็แค่จะขอโทษปัดๆแล้วดูดาวต่อ แต่พอเห็นว่าเป็นคนรู้จัก ก็ละความสนใจในกลุ่มดาวลง..

 

          “เดินเหม่ออะไรของนายมา...”  เพื่อนสาวเอ่ยถามกับคนที่ดูเหมือนจะเพิ่งมองเห็นตนเอง

 

          "โทโมะ?  ไม่ได้เหม่อนะเออว์......แค่ไม่คิดว่าจะมีใครมาเดินย้วยๆอยู่แถวนี้อ่ะนะ” เสียงทุ้มทวนชื่อเล่นอีกคนแบบเบลอๆ ก็จะปฎิเสธที่ฟังดูเหมือนคำแก้ตัว และแถมท้ายไปด้วยคำจิกเล็กๆพอเป็นไมตรี  

 

          “นายสิย้วย เดินย้วยไม่มองทางอีกตะหาก โด่ว” 

 

          “ฉันไม่ได้ย้วย... ก็แถวนี้มีคนซะที่ไหนกันเล่า ปัดโธ่วว”  ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาทีนึงแล้วหันซ้ายหันขวาเหลียวมองไปรอบๆพบเพียงความมืดมิด ไร้ซึ่งผู้คน  “....เออ...ไม่มีเลยแฮะ...”  แล้วก็เป็นอีกครั้งที่เพิ่งระลึกได้อย่างดีเลย์ๆว่าที่แห่งนี้ช่างเงียบและสงบ...เกินไป จนผิดสังเกตุ  

 

          “ฉันนี่ไงคน”

 

          “ไม่ใช่...เธอเป็นไก่....”

 

          “..จะไม่จบใช่มั้ยคะคุณขันน้ำ”

 

          “ขันน้ำไม่เก่ง ไม่เทพ และไม่หล่อแบบฉัน ฮรึ”

 

          “ ขันน้ำมื๊ดมืดด้วย..อืม...”

 

          “ฉันไม่ใช่ขันน้ำ”  บทสนทนาที่ไม่น่ายกมาเป็นประเด็นของคนที่เรียกได้ว่า โตๆกันแล้ว ถูกดึงออกมาใช้ และดูท่าว่าจะไม่รู้จบ ถ้าอีกคนไม่ตัดบท(หรือจะเรียกว่าเติมเชื้อไฟก็คงไม่ผิด...)ด้วยการหยิบหนังสือเล่มบางที่พกติดตัวมาด้วยตีเบาๆไปที่หัวของเพื่อนตัวเล็ก

 

          “อุ่กก .. แล้วดึกๆดื่นๆมาเดินทำอะไรแถวนี้ เอ๊ะ..หรือว่าจะมาลอยน้ำ”  ผิดคาด..สาวเจ้ากลับไม่ได้วีนกลับมาทันที แต่ใช้ประโยคคำถามที่บวกการแขวะเข้าไปแทน

 

          “เดินดูดาวเล่นๆ....แต่ฉันสิควรจะต้องถามเธอ.... แล้วลอยน้ำนั่นมันคืออัลไล...”

 

          “ก็ก็ก็ไม่รู้สินะ … โฮ่..อารมณ์สุนทรีย์ดีเนอะ ฉันมาตากลมเล่นเย็นสบายดี”  พูดไปก็กระตุกยิ้มไปด้วยความสะใจที่แอบด่าได้สำเร็จ แถมด้วยการโกหกความรู้สึกไปว่าเย็น ทั้งๆที่จริงควรจะใช้คำว่าหนาวเลยน่าจะเป็นการถูกต้องกว่า

 

         “...เย็นสบาย?....สบาย?”  

 

         “สบาย..สบายของฉันละกัน” แม้อีกคนจะจับได้ว่าตัวเองไม่ได้แค่เย็นสบาย แต่ด้วยนิสัยก็ยังติดฟอร์มว่าสบายอยู่ไปแบบนั้น ถึงการแต่งตัวจะขัดกันแบบเต็มที่เลยก็เถอะ..

 

“....เธอนี่....ประหลาดดีเนาะ...เป็นไก่ที่ประหลาดมาก”

 

“ไม่เท่านายหรอก ขันน้ำที่กำลังวิ้งวับแข่งกับดาวน่ะ”

 

“จะบอกว่ารัศมีความเก่งและหล่อมากของฉันมันวิ้งมากสินะ...แหม่ ขอบใจส์”  หากคนทั่วไปได้ยินคงไม่เข้าใจว่า ขันน้ำ กับ ไก่(ย้วย..) มันมีความเกี่ยวข้องกันตรงไหน แถมยังเป็นคำที่ดูไม่น่ามาใช้แทนฉายา แต่แน่นอนว่าคนตั้งย่อมเข้าใจกันดี

 

“...... ไปวิ้งในน้ำนู่นไป๊”  เริ่มการโต้เถียงแบบเด็กอายุนับขวบ แล้วฝ่ายไก่โทโมฮารุก็พยายามจะเอาชนะด้วยการผลัก..

 

“เฮ้— ยัยเพี้ยนนี่”  น่าเสียดายที่แรงของผู้หญิงที่ไม่ได้ออกแรงเต็มที่ยังไม่สามารถทำให้ผู้ชายซักคนตกแม่น้ำที่อยู่ข้างๆทางได้ ไซคิหันขวับมามองเพื่อนสาวที่ยืนลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่ชี้เหมือนตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ได้ทำอะไร และใบหน้าไม่รู้เรื่องนั่นทำให้อีกคนเกิดความหมันไส้เดินก้าวฉับๆเข้าไปหวังจะดีดหน้าผากซักเพียะ แต่สาวเจ้าโดนมาหลายครั้งจึงพอรู้แนวรีบหลบแล้วเดินหนีไปตามทาง

 

“หยุดเลยนะยัยย้วยยย ถ้าลื่นตกลงน้ำจะหัวเราะให้” แต่อีกคนก็หาได้สนใจไม่ก็คงเดินไปเรื่อยๆโดยไม่หันกลับมามอง พร้อมหัวเราะฮึๆไปด้วย

 

การจะไม่เอาคืนกับเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ไม่ใช่วิสัยของเขา ชายหนุ่มก้าวฉับๆตามๆไป เพื่อเล็งหาโอกาสที่ แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่เป็นประกายอ่อนๆท่ามกลางแม่น้ำที่มืดสนิท “....หืม...”

 

          คนที่อยู่ด้วยกันก็เห็นเช่นเดียวกัน ดวงตาสีฟ้าใสหรี่มองอย่างพินิจพิเคราะห์ แต่ด้วยความมืดทำให้ไม่อาจเห็นบางสิ่งบางอย่างนั้นได้อย่างชัดเจน

 

          ความอยากรู้อยากเห็นของวัยรุ่นมีมากเสมอ...โทโมฮารุพยายมใช้พลังพิเศษของตน ควบคุมลมให้พัดสิ่งของนั้นเข้ามาใกล้ฝั่งเพื่อที่จะหยิบดู แต่อาจจะเพราะยังไม่ชำนาญเท่าใดนัก จึงทำให้สิ่งนันยิ่งลอยห่างออกไปไกล

 

          ด้านอีกคนที่สงสัยไม่แพ้กันกำลังล้วงๆคลำๆหาอุปกรณ์สื่อสารเพื่อหวังจะใช้ประโยชน์จากแสงไฟหน้าจอเพื่อส่องดู พอเจอของที่ต้องการจึงหยิบออกมาเปิดไฟส่องดู เห็นคุณเพื่อนท่าทางตั้งใจมากกับการควบคุมพลังแบบเก้ๆกังๆ

 

“.....ทำอะไรของเธอน่ะ....”  เหมือนถามเป็นมารยาทแต่ไม่ใช่มารยาท เป้นคำถามซ่งไม่ต้องการคำตอบเพราะมันเห็นกันโต้งๆตรงหน้านี่แล..

 

“มันไปนู่นแล้วอ๊ะะ”  คิ้วเรียวสีเดียวกับเส้นผมขมวดมุ่นอย่างขัดใจเมื่อของที่ว่านั้นยังลอยห่างออกไปไกลเรื่อยๆ โดยไม่มีที่ทาว่าจะพัดเข้ามาติดฝั่ง

 

“เล็งดีๆเด้...อย่างงั้นมันก็ยิ่งไกลสิเอ้ออ”  ด้วยความที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้มาก และบางทีอาจจะไม่คิดจะทำ จึงทำได้แต่คอยส่งเสียงเชียร์ที่เรียกว่าสั่งน่าจะถูกต้องกว่า

 

ความตั้งใจระดับประเทศ สาวเจ้ายังคงโบกมือไปมาควบคุมลมอย่างสุดความสามารถ แต่เหมือนคราวนี้จะใช้ความทุ่มเทมากไปหน่อย ทำให้เกิดกลุ่มลมแรงโถมตัวใส่ผืนน้ำ เกิดคลื่นขนาดใหญ่กระโจนมาหาทั้งคู่ดังตู้ม....แน่นอนว่าก็เปียกกันไปตามระเบียบ..

 

          “......(-_____-)...”  จากตอนแรกที่เมหือนจะเชียร์ ตอนนี้เขากลับไม่รู้จะพูดยังไง..นอกเสียจากหยิบหนังสือเล่มเล็กเล่มเดิมขึ้นมา...แล้วตีเพียะไปยังกลุ่มผมสีทองตรงหน้า..

 

“โอ๊ยยย อย่าเด้”  คนเจ็บถอยหนีพลางถอดผ้าพันคอขึ้นมาสะบัดๆไล่น้ำ “พอจะใช้จริงๆดันเป็นงี้ตลอดนะ”  บ่นพึมพำกับพลังของตัวเองที่รู้สึกเหมือนไม่ใช่ของตัวเอง เพราะความไม่ได้ดั่งใจที่มาเสมอๆเป็นระยะไม่ขาดตอน...

 

“เก่งในเรื่องไม่เป็นเรื่องชัดๆ....”  ไม่แขวะคงอยู่ไม่ได้ ...ลูกชายบ้านโทคุอิควรเปลี่ยนประโยคนี้เป็นคติพจน์ เพราะแซะบ่อยเหลือเกิน..

 

 

เหมือนโดนดูถูก หญิงสาวหันขวับมาส่งสายตาแสดงถึงความไม่ชอบใจชัดเจน เจ้าตัววางผ้าพันคอที่สะบัดไล่น้ำออกไว้กับพื้น แล้วนั่งยองๆลง ใช้ความตั้งใจขั้นแม็กซ์พยายามอีกครั้ง ด้วยจุดประสงค์ที่เปลี่ยนไป

 

เจ้าของปริศนานั่นก็ช่างเล่นตัว ลอยผลุบไปผลุบมาไม่ยอมขยับเขยื้อนเข้ามาใกล้เหมือนท้าทายอยุ่พักใหญ่ๆ ซึ่งเป็นพักใหญ่ที่ทำให้สองคนที่รอดูค่อนข้างรำคาญบวกกับลุ้นเหลือเกิน

 

ใช้เวลาอีกเฮือกนึงเจ้าสิ่งปริศนาก็ค่อยขยับเข้ามา เพราะแรงลมของสาวสายลมที่จับทางการเคลื่อนที่ของคลื่นน้ำได้บ้างแล้ว

 

“...เมื่อไหร่จะถึง....”  นอกจากอยากรู้อยากเห็นแล้ววัยรุ่นยังใจร้อน..นั่นคงเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องที่สุดในสถานการณ์นี้ แถมยังเป้นคำกล่าวที่ไม่จำกัดทั้งชายและหญิง...

 

 

ตู้มม!

 

 

          เสียงอะไรบางอย่างตกลงไปในน้ำดังสนั่นท่ามกลางความเงียบกริบ...ชายหนุ่มแทบไม่ต้องเดา เพราะในทีนี้ก็มีเพียงกันสองคน และเขายังยืนอยู่บนพื้นดินอย่างสวัสดิภาพ ดังนั้น.............

 

“อ้าวเฮ้ย........ลงไปทำไมล่ะนั่น”  คนตกน้ำโผล่พรวดขึ้นมาบนผิวน้ำหน้าตาแสดงความหงุดหงิดเต็มที่ สายตามองของปริศนาที่มีรูปลักษณ์เป็นกล่องอย่างแค้นเคือง มือเรียวยกขึ้นด้วยน้ำหนักน้ำวาดออกไปหมายจะคว้ากล่องเจ้าปัญหา แต่เหมือนการขยับตัวของเธอจะทำให้เกิดคลื่นน้ำซึ่งพัดกล่องออกไปไกลขึ้น

 

“...ให้ลงไปช่วยปร้ะะ?”  ถ้าเป็นหนัง ละคร หรือการ์ตูน พระเอกคงต้องโดดลงไปทันทีที่นางเอกตกลงน้ำอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่ ณ ที่นี่ เขาไม่ใช่พระเอก เธอก็ไม่ใช่นางเอก และ ความเป็นสุภาพบุรุษที่แสดงออกอย่างชัดเจน...ก็คงไม่ค่อยมีเห็นในตัวผู้ชายคนนี้อย่างน่าอนาถใจ 

 

“ไม่ต้อง”  นั่นไง..ผู้หญิงตามละครจะต้องร้องโวยวายสำออยว่าช่วยด้วยๆซ้ำไปซ้ำมา แต่เธอไม่ใช่ เธอมั่นใจว่าตัวเองสามารถผ่านไปได้อย่างสบาย แขนเรียวยกขึ้นจะคว้ากล่องนั่นไว้อีกครั้งเหมือนจะสำเร็จเพราะสามารถแตะมันได้แล้ว แต่น้ำคงลื่นเกินไปทำให้มือเธอหวืดออกจากผิวของกล่อง ซ้ำร้ายยังส่งผลให้มันไหลไปไกลกว่าเดิมเคราะห์ร้ายซ้ำ